จากโจทย์ขององค์กรมาตรฐานสากล (International Organization for Standardization ISO) ที่คณะกรรมการ TC 176 รับมาเรื่องการปรับเปลี่ยน มาตรฐาน ISO 9001:2000 ให้ทันตามรอบเวลาที่ได้กำหนดไว้ทำให้เกิดการประชุม ณ กรุงปานามา เพื่อกำหนดกรอบงานตั้งแต่เมื่อสองปีที่ผ่านมา ผลงานของ TC 176 ที่ปรากฏออกมาเป็น ระยะๆ ตั้งแต่นั้นมาเริ่มเป็นรูปธรรมเมื่อ มีการออกมาตรฐาน ISO 9000 ฉบับปี ค.ศ. 2005 ตามมาด้วยการกำหนดเวลาคลอดของมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO 9004 ฉบับใหม่ในปี 2008 ตลอดจนการกำหนดเป้าหมายของการออกฉบับต่อไปในปี ค.ศ. 2012 ซึ่ง ว่ากันว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงกันขนานใหญ่
ณ ขณะนี้พอจะเห็นสมควรแก่เวลาที่เราจะหยิบยกเรื่องนี้มาคุยกันได้ซะทีว่าการ เปลี่ยนแปลงของมาตรฐาน ISO 9001: 2000 ไปสู่ ISO 9001:2008 จะเป็นอย่างไร ก่อนอื่นต้องขออนุญาตเท้าความไป ที่ตัวมาตรฐานก่อนว่าชุดมาตรฐานนี้มี 3 ฉบับที่ถือว่าต้องใช้ร่วมกันคือ ISO 9000, ISO 9001 และ ISO 9004 โดยมีมาตร ฐานในกลุ่มเดียวกันอีกหลายฉบับที่ควรนำมาใช้ประกอบการพิจารณา เช่น ISO 19011 เป็นต้น มาตรฐาน ISO 9000:2005 ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนไปก่อนหน้านี้แล้วมีรายละเอียดเน้นไปที่การอธิบายคำ ศัพท์ คำนิยาม ที่ใช้กับมาตรฐานกลุ่มนี้ ในขณะที่ข้อกำหนด ที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกันดีจะเป็น ISO 9001: 2000 ซึ่งจะใช้สำหรับการตรวจประเมิน
ส่วน ISO 9004:2000 นั้น มีจุด มุ่งหมายให้องค์กรนำไปประยุกต์เพื่อปรับ ปรุงระบบบริหารจัดการให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ที่ผ่านมา เราอาจจะคุ้นเคยกับการเปลี่ยนมาตรฐานยกเป็นชุดพร้อมกันทั้งสามฉบับ คราวนี้จะได้เห็นรหัสท้ายที่ระบุปี ค.ศ. ที่ประกาศใช้ไม่พร้อมกันเวลาใช้งานก็อย่างงแล้วกัน
แนวทางของมาตรฐานทั้งสามฉบับในชุดของ ISO 9000 นั้นยึดหลักการ Process approach ซึ่งเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถกำหนดและแสดงเห็นอย่างชัดเจนว่า มีกิจกรรมใดเกิดขึ้นบ้างในระบบบริหารขององค์กร กระบวนการที่ว่านี้ไม่ได้หมายความเฉพาะกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการผลิต หรือการบริการโดยตรง แต่เป็นกระบวนการ ที่ใช้ในระบบบริหารทั้งหมดซึ่งแน่นอนว่ามีงานของผู้บริหารองค์กรรวมอยู่ด้วย ผลของ กระบวนการจะถูกมาตรฐานเรียกว่าผลิต ภัณฑ์ทั้งหมด ดังนั้นผลิตภัณฑ์จึงไม่ได้ถูกจำกัดไว้เรียกเฉพาะสินค้าขององค์กรหรือบริการ ที่องค์กรมอบให้ลูกค้าเพียงอย่างเดียว การพิจารณากระบวนการหรือ Process approach นั้น มีผลให้มาตรฐานชุดนี้สามารถ นำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรในธุรกิจใดก็ได้ รวมทั้งไม่จำกัดขนาดขององค์กรอีกด้วย ดังนั้นมาตรฐาน ISO 9001:2008 นี้จึงยึดหลักการ Process approach ไว้อย่างเหนียว แน่น นอกจากนี้ยังมีความพยายามของ TC 176 ที่จะประสานมาตรฐานกับ ISO 14001:2004 ด้วย จึงมีบางข้อกำหนดถูกทำให้มีรายละเอียดเดียวกัน
ช่วงของการปรับเปลี่ยนการรับรองจากมาตรฐาน ISO 9001:2000 ไปสู่ ISO 9001:2008 อาจไม่นานมากนัก ทั้งนี้เรายังต้องรอการตัดสินใจของ ISO ภายหลัง การประกาศใช้มาตรฐานฉบับใหม่อย่างเป็นทางการ ประมาณการกันว่าจะเป็นช่วง 18 ถึง 24 เดือน จากความมุ่งหมายของการที่จะเปลี่ยนแปลงมาตรฐานในครั้งนี้ที่ TC 176 ใช้หลักการ Low impact/High benefit การเปลี่ยนแปลงจึงถูกกำหนดด้วยเกณฑ์ ดังนี้
>> Low impact
- ไม่มีการเพิ่มหรือลดข้อกำหนด
- ไม่เปลี่ยนแปลงจุดมุ่งหมาย (Intent) ของข้อกำหนด
- การเปลี่ยนแปลงต้องกระทบต่อผู้ใช้น้อยที่สุด (ผู้ใช้ได้แก่ AB, CB, องค์กรที่ได้รับรอง เป็นต้น)
- ไม่มีความจำเป็นต้องมีการอบรมเพิ่มเติมแก่ผู้ใช้
- อาจจำเป็นต้องแก้ไขเอกสารขององค์กรบางส่วน
>>High benefit
- ให้ความชัดเจนในเรื่องของการตี ความและลดความสับสนด้านภาษา
- แก้ไขจุดบกพร่องของมาตรฐานฉบับเดิม แก้ไขข้อความที่ขัดแย้งกันเองในระหว่าง ข้อกำหนด
- แก้ไขข้อความที่ขัดแย้งกับมาตรฐานประกอบอื่น (ISO 9000 และ ISO 9004)
- แก้ไขปัญหาที่มีผลต่อการแปลภาษา
4.1 ข้อกำหนดทั่วไปของระบบบริหาร คุณภาพ
กระบวนการที่ดำเนินการโดยผู้ขาย (Outsourced process)
ถูกเน้นย้ำให้องค์กร
ต้องกำหนดแนวทางในการควบคุมกระบวน การเหล่านี้
อย่างไรก็ตามเจาะจงเฉพาะกระบวนการที่มีผลต่อความสอดคล้องต่อข้อ
กำหนดและไม่ได้บังคับให้มีเอกสารแสดงการควบคุมกำกับไว้อย่างไรก็ดี
การใช้ผู้ขายดำเนินการแทนองค์กรนั้นสามารถนำข้อกำหนดด้าน
การจัดซื้อจัดจ้าง-7.4
ไปประยุกต์ใช้กับ ผู้ขายได้
4.2
ข้อกำหนดด้านเอกสาร
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงของการเพิ่มลดเอกสารใดๆ
การปรับปรุงมีเฉพาะในแง่ภาษาเพื่อให้ทราบว่าเอกสารกับบันทึกนั้นถือเป็น
กลุ่มเดียวกัน
เอกสารกับบันทึกจะแยกไว้แต่เพียงที่ข้อกำหนดบังคับให้มีกับส่วนที่องค์
กรกำหนดให้มีใช้กันเองตามความเหมาะสม
นอกเหนือจากนี้มีการขยายความในหมาย เหตุเพื่อให้ทราบว่า
เอกสารขั้นตอนการทำงาน (Procedure)
ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยจำนวนเล่ม ตัวอย่างเช่น
ข้อกำหนดระบุให้มีขั้นตอนการทำงาน 6
เรื่องไม่ได้หมายความ ว่าต้องเขียนเป็น 6
เล่มแยกกัน
4.3
การควบคุมเอกสาร ถูกขยายความเฉพาะเอกสารจากภายนอกเพื่อให้เห็น
เจตนาของข้อกำหนดว่าเอกสารจากภาย
นอกที่ต้องควบคุมนั้นขึ้นอยู่กับว่าเอกสารนั้นมีความจำเป็นต่อระบบขององค์กร
ไม่ใช่เอกสารที่รับมาจากภายนอกทั้งหมด
4.4
การควบคุมบันทึก มีการแก้ไขในเชิงภาษาศาสตร์เท่านั้น
แหล่งที่มา : หนังสือ For Quality January 2008
และ
http://www.siamturakij.com |