ในบทความคลายเครียดบางอย่างที่คุณตอนที่แล้วได้พูดถึง
ความเครียดที่พวกเราควรรู้จักไป
4-5
ประการแล้ว ก็อยากมาเพิ่มเติมต่ออีก
โดยเฉพาะตัวเลขที่เกี่ยวกับความเครียด
จากรายงานของสมาคมจิตวิทยาของอเมริกัน พบว่าในคน (อเมริกัน)
ประมาณ
43
เปอร์เซ็นต์ จะมีภาวะสุขภาพจิตที่ไม่ดี
ซึ่งเกิดจากผลของความเครียด และประมาณ
75-90
เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่ไปพบแพทย์
(คงหมายถึงผู้ป่วยไม่ใช่เพื่อนฝูงหรือภรรยาที่คอยไปพบ)
ตามโรงพยาบาล มีอาการที่เกี่ยวข้องกับความเครียด (Stress-related
complains)
ซึ่งถ้านับเป็นการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ เช่น
การเสียชั่วโมงทำงาน การขาดงาน ผลผลิตที่ได้ลดลงแล้
วามเครียดก่อให้เกิดการสูญเสียมากกว่า
300
ล้านเหรียญต่อปี
(มากกว่า
12,000
ล้านบาท
หรือประมาณหนึ่งในห้าของงบประมาณกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย)
ในประเทศไทยยังไม่มีผู้ใดคิดคำนวณการสูญเสียทางเศรษฐกิจ
หรือการเงิน
เนื่องมาจากความเจ็บป่วยโดยเฉพาะโรคทางด้านสุขภาพจิต
หรือความเครียด
ซึ่งคิดค่อนข้างยากกว่าความเจ็บป่วยด้วยโรคทางกาย
แต่ถ้าประมาณด้วยสายตา
เมื่อพบผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลจิตเวชในต่างจังหวัด
โดยเฉพาะทางภาคอีสานแล้วก็คงมากพอดู เพราะในการพาผู้ป่วย
“โรคจิต”
หรือ
“ผีบ้า”
1
คน มาโรงพยาบาลจะมีญาติพี่น้องไม่ต่ำกว่า
5
คน หรือเท่าที่รถปิคอัพ
1
คันจะขนมาได้
กลับมาเรื่องของความเครียดอีกครั้ง เท่าที่มีการศึกษา
เรื่องปัญหาสุขภาพจิตในประเทศไทยพบว่าในภาวะปกติ คนทั่ว ๆ ไป
จะมีความรู้สึกเครียด หรือมีอาการในระดับปานกลาง และมากประมาณ
20-30
เปอร์เซ็นต์ ของประชากร แต่หลังจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ
(ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
2540
ซึ่งประกาศลอยตัวค่าเงินบาท) เป็นต้นมา
การสอบถามโดยใช้แบบสอบถามประชาชนทั่วไป
จะรู้สึกเครียดมากขึ้นเป็น
40-60
เปอร์เซ็นต์ แล้วแต่อาชีพ ซึ่งถ้าดูแล้วคนที่ไม่เครียด
นอกจากเด็กที่ไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว ก็เห็นจะเป็นผู้ใหญ่
หรือคนแก่ที่สมองเสื่อม หรือไม่รับรู้อะไรแล้ว
มีบางท่านอาจจะคิดว่า
ขนาดของปัญหาจะสัมพันธ์กับความเครียดที่เกิดขึ้น
ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้น
เราอาจจะเห็นผู้ที่ติดหนี้ธนาคาร
3,000
ล้านบาท กินได้ นอนหลับ
ในขณะที่ผู้ที่ถูกทวงเงินไม่กี่พันบาทมีอาการเครียดกินไม่ได้นอนไม่หลับ
ดังนั้น คนที่จะเอาตัวรอดจากความเครียดได้ ต้องรู้จัก
“จัดการ”
กับความเครียดนั้น ซึ่งโดยความหมายแล้ว การ
“จัดการ”
ไม่ได้หมายความว่าให้เราขจัดความเครียดให้หมดไป
แต่หมายถึงวิธีการที่เราจะอยู่กับความเครียดของเราให้ได้
โดยวิธีการดังต่อไปนี้
เมื่อคิดว่าเรากำลังเริ่มเครียด
1.
หยุดคิดสักครู่
หรือพยายามนึกถึงภาพสวย ๆ
สถานที่สวย ๆ ที่เคยเห็นหรือเคยไปพบ
บางครั้งเราไม่สามารถหนีจากสถานการณ์ หรือ
ภาวะแวดล้อมไปได้ก็จะใช้ความคิดฝันให้เป็นประโยชน์เหมือนเพลง
“To dream the impossible dream”
2.
เมื่อหยุดคิด
หรือหยุดความฟุ้งซ่านลงได้บ้างแล้วให้พยายามเรียงลำดับปัญหาตามความสำคัญอาจจะนั่งนึก
หรือเขียนลงเป็นข้อ ๆ และค่อย ๆ คิดดูว่าปัญหาใด แก้ไขได้
ปัญหาใดต้องรอไว้ก่อน
หรือปัญหาบางอย่างที่ไม่สามารถแก้ไขได้เลย
คงต้องยอมรับขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหาของเราอย่างเป็นจริง
3.
เมื่อเรียงลำดับปัญหาได้แล้วก็ต้องพยายามหากิจกรรมต่าง
ๆ ทำที่ดีที่สุด
คือ
การออกำลังกาย เล่นกีฬาชนิดต่าง ๆ ที่ตนเองถนัด หรือพอเล่นได้
หรือทำกิจกรรมช่วยเหลือผู้อื่น เช่น ไปเลี้ยงเด็กกำพร้า
เลี้ยงอาหารผู้ป่วยสามัญ โดยเฉพาะตามโรงพยาบาลจิตเวชต่าง ๆ
ที่ขาดแคลนคนเหลียวแล
4.
หาเพื่อนหรือผู้ที่เราสามารถระบายความเครียดได้
เราอาจจะคุยกับญาติ พี่น้อง ครู พระ
หรือผู้ที่สามารถรับฟังสิ่งที่เราวิตกกังวล และทำให้เครียด
ถ้ายังรู้สึกว่ามีปัญหามากอาจจะไปพบผู้อื่นที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา
(Counsellor)
นักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ สำหรับวิชาชีพหลังสุด
อยากให้ไปพบในกรณีสุดท้าย
เพราะอาจจะไม่มีเวลามากพอสำหรับท่านที่อยากระบายความเครียดนาน
ๆ และแถมยังต้องเสียค่าใช้จ่ายตามกรณีอีกด้วย
5.
ประการสุดท้ายหลังจากดำเนินการมาตามคำแนะนำต่าง ๆ แล้ว
ก็คือ
การปรับจิตใจของเรา
(ซึ่งจะลดความตึงเครียดไปได้บ้างแล้ว)
ให้รู้จักปรับเข้ากับปัญหายอมรับในสิ่งที่ยังแก้ไขไม่ได้
ถ้าอยากร้องไห้ก็ร้องเสียให้เต็มที่ไม่ต้องอายใคร
(ควรจะทำกิจกรรมนี้ในที่ลับตาผู้คนเสียหน่อย)
พยายามให้ความหวังกับตนเองและดูแลสุขภาพ
การกินการนอนให้พอเพียง การใช้ยา
“ระงับประสาท”
หรือยา
“คลายเครียด”
อยากให้พิจารณาเมื่อมีอาการทางกายมากขึ้น
หรือนอนไม่หลับจนไปทำงานทำการไม่ได้
เพราะยาเหล่านี้เพียงแต่ช่วยลดอาการวิตกกังวล
หรือนอนไม่หลับจนไปทำงานทำการไม่ได้
เพราะยาเหล่านั้นเพียงแต่ช่วยลดอาการวิตกกังวล หรืออาการทางกาย
เช่น ใจสั่น ปวดหัว หรือช่วยให้นอนหลับ เท่านั้น
ความเครียดจะยังคงเป็นแขกประจำของท่านอยู่เสมอ ดังนั้น
จึงควรจะอยู่กับความเครียดให้ได้ดีกว่าจะหลบหนีจากมันไป |