บทความสุขภาพจิต
 
 
เมื่อหมดแรงทำงานทำอย่างไรดี……………
   
   
ในสภาพปัจจุบันของสังคม ซึ่งอยู่ในยุคปฏิรูปนั้น ทั้งระบบราชการ ระบบสุขภาพ ระบบเศรษฐกิจ พยาบาลจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบทบาท ทำหน้าที่ให้บริการและบริหารจัดการ งานที่ได้รับหมอบหมาย ทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พยาบาลต้องมีความรู้ความสามารถในการดูแลสุขภาพของประชาชน ที่เปลี่ยนแปลงมีแนวโน้มที่ซับซ้อนขึ้นงานพยาบาลจึงเป็นงานที่หนัก เหนื่อย ในการที่จะตอบสนองความต้องการที่สอดคล้องกับสังคมเปลี่ยนแปลง แรงจูงใจในการทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ถ้าเมื่อไหร่ท่านมีอาการหงุดหงิด ร่างกายอ่อนเพลีย หดหู่ นอนไม่หลับ ไม่อยากพบหน้าใคร เครียด โกรธง่าย ความอดทนต่ำ (ซึ่งพบได้บ่อย) กินไม่ได้หรือกินมาก คลื่นไส้ ตาลาย สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณบ่งบอกว่าท่านกำลังหมดแรง (Burn out) ในการทำงาน
   
วิธีการแก้อาการหมดแรง ซึ่งอาจทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับอาการว่าเป็นมากหรือน้อยบางคนหมดแรงเพราะการทำงาน อาจงานหนักหรือมากเกินไป แต่บางคนอาจได้รับการกระเทือนกระเทือนจิตใจ ทำให้ขาดแรงจูงใจ ไม่มีกำลังใจในการทำงาน แต่ถ้าทำงานมากไปจะออกมาในรูปเพลีย เมื่อได้รับแรงจูงใจดี ความอ่อนเพลียจะได้รับการจัดการ แต่ถ้าทำได้อย่างประเด็นหลังก็ดีสิ…ถ้าเป็นประเด็นแรกจะต้องแก้ไขด้วย
   
1. ลืมสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจ แม้จะทำยากแต่ต้องพยายามทำ เช่น ทำงานได้ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ โดนเพื่อนว่า นายตำหนิ เป็นต้น การให้อภัยคนที่ทำให้เราไม่สบายใจจะช่วยให้เราจิตใจดีขึ้น หายกลัดกลุ้ม ทำให้มีแรงที่จะทำ รวมทั้งอย่าลืมให้อภัยตัวเองด้วย ไม่ว่าจะทำอะไรผิดพลาดแค่ไหน บางคนจมปรักกับการเสียใจซ้ำซาก โดยไม่ยอมรับว่าสี่เท้ายังรู้พลาดแล้วมนุษย์สองขาอย่างเราจะไม่พลาดพลั้งไปบ้างเชียวหรือ การให้อภัยจึงเท่ากับเป็นการชำระจิตใจไม่ให้หมกหมุ่นกับเรื่องที่ผ่านมา อย่าลืม เราแก้อดีตไม่ได้ แต่ทำปัจจุบันให้ดีขึ้นได้
   
2. หาที่พักใจเป็นมุมสงบ สามารถทำให้เรานั่งทำใจโดยไม่มีใครรบกวน อาจเป็นที่บ้าน วัดหรือที่ทำงาน
   
3. ไปพักผ่อนช่วงสั้น ๆ อาจเป็นชายทะเล หรือไปแคมป์หรือไปเข้าโรงแรม เป็นการหลบจากผู้คน หรือสิ่งที่ทำให้เราสงบ หลายคนพออยู่ใกล้ที่ทำงานก็อดทำงานไม่ได้อยู่ใกล้บ้านมักเอาจะเอางานกลับไปทำที่บ้าน
> การไปจากที่คุ้นเคย โดยเฉพาะการห่างจากครอบครัว อาจทำให้เราฟื้นพละกำลังทำงานได้อย่างมีพลังวังชา และประสิทธิภาพ
>การไปอยู่ในที่ที่ใครหาไม่พบ หรือไม่พบใคร จะได้มีโอกาสทบทวนตัวเอง ว่าจะทำอะไรต่อไป เพื่อชีวิตที่ดีกว่า แต่ไม่ใช่ไปมีภรรยาหรือสามีน้อย หรือดื่มสุรายาเสพติดเล่นการพนัน เพราะมีแต่ให้ชีวิตแย่ลงกว่าเก่า
   
4. ทำสิ่งที่ชอบตอนเป็นเด็ก ซึ่งจะช่วยคลายความค้างคาใจและคลายเครียดได้ แม้สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งเกินกว่าอายุที่เราจะทำได้ หากทำแล้วชาวบ้านอาจขำ แต่ถ้าเราทำแล้ว สบายใจหายเหนื่อยหมดแรงก็ทำไปเถอะ โดยไม่ต้องลังเล หรือรีรอ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นว่าว กระโด นอนกลิ่งบนพื้น กินขนมอมลูกกวาด เล่นตุ๊กตา ดูดไอศกรีม วิ่งไล่จับ เป็นต้น ถ้าอายที่จะทำก็อาจจะมาในรูปเล่นกับลูกหลานตัวเล็กทำนองเอ็นดูแก ทั้ง ๆ ที่ลูกหลานเล่นเป็นเพื่อนเรามากกว่า หรือนั่งรำลึกถึงความหลังตอนเด็ก ๆ ที่มีความสุขไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่กอดเรา ครูชมเชยในห้องเรียน จัดงานวันเกิดเพื่อน ๆ ให้ของขวัญ พ่อแม่พาไปเที่ยว เป็นต้น
ความสุขที่จะได้คิด ได้นึกถึงสิ่งดี ๆ มีแต่จะทำให้เป็นสุขมากกว่าที่คาดคิด ความอ่อนล้าจึงหมดลงได้ ขอแค่ใช้ให้ถูกทาง
   
5.กอดคนอื่น ให้คนอื่นกอดเราบ้าง อ้อมกอดเป็นสิ่งที่ทุกคนใฝ่หา เด็กเล็ก ๆ ต้องการอ้อมกอดของพ่อแม่ พอโตขึ้นเข้าทำงาน อยากได้รับความอบอุ่นจากนาย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน มนุษย์เป็นสัตว์ อยากรัก อยากถูกรัก อ้อมกอดของกันและกัน จึงทำให้ชีวิตสมบูรณ์แบบ เราจึงควรกอดกันบ้าง โดยเฉพาะ สามี ภรรยา พ่อแม่ลูก คนที่หวังดีต่อกัน แค่แตะบ่า แตะแขน ตบหลังเบา ๆ ก็อาจทำให้ชีวิตมีความหมายโดยเฉพาะช่วงที่ไม่สบายใจ จะหมดแรงที่จะทำอย่างไร ช่วงนั้นเราเหมือนคนใกล้จมน้ำตาย ขอแค่มีอะไรลอยมา เราก็อยากจะเกาะชีวิตคงอยู่ได้ อยู่เพื่อสู้กบความท้อแท้ อยู่เพื่อจะได้รู้ว่าคนเห็นใจเรามากแค่ไหนอยู่เพื่อคบกับคนที่เรารัก และรักเรา อยู่เพื่อเป็นพลังให้กับตัวเอง ที่จะทำสิ่งที่ดี ๆ ที่อยากทำต่อไป ถ้าหาหรืออะไรที่ชอบ พลังจะฟื้นกลับคืนมา อย่าคิดว่าไร้สาระ เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราคลายทุกข์ ช่วยให้มีแรงทำงานได้ เป็นไฟที่จุดพลังให้เราอยู่ได้ อยู่ดี และอยู่อย่างเป็นสุข โดยไม่รู้สึกหมดแรงหรือเหนื่อยหน่ายมีกำลังใจที่จะลุกขึ้นมาทำงานต่อไป
   
   
   
   
   
   
Copy right by jvkk : Contact Webmaster