ดัชนีความสุขประชาชาติ (GNH)
ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ วัตถุนิยมอันเชี่ยวกราก ประเทศภูฏานเป็นประเทศหนึ่งที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ ภูมิปัญญา และคุณค่าทางวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้ได้อย่างกลมกลืนกับกระแสการพัฒนาที่ไหลมาจากทางตะวันตก โดยกษัตริย์ของภูฏานได้วางหลักการของการพัฒนาไว้ในปฐมบรมราชโองการ เมื่อปี พ.ศ. 2515 ไว้ว่า "ความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH) มีความสำคัญกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP)"
ประเทศภูฏาน เป็นประเทศเล็กๆ บนเทือกเขาหิมาลัย อยู่ระหว่างประเทศอินเดีย ทิเบตและจีน การคมนาคมเข้าออกไม่สะดวก ทำให้ประเทศภูฏานได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตกและแนวคิดการพัฒนาแบบใช้เศรษฐกิจเป็นตัวตั้งไม่มากนัก ประกอบกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของ ภูฏานคือพุทธศาสนาแบบมหายานวัชรยานที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของประชาชน ชาวภูฏานจึงหวงแหนและปกป้องระวังไม่ให้วัฒนธรรมถูกกลืนไปกับกระแสโลกาภิวัฒน์ ในทางกลับกันก็สามารถหยิบยื่นสิ่งที่มีคุณค่าจากพื้นฐานภูมิปัญญาในพระพุทธศาสนาให้กับชาวโลกได้ นั่นคือ แนวคิดการพัฒนาเพื่อความสุขของประชาชน โดยวัดความสำเร็จที่ความสุขมวลรวมของประชาชาติ (GNH) ยิ่งกว่าความร่ำรวยทางเศรษฐกิจที่วัดด้วย GNP และ GNH ตามแบบประเทศตะวันตกทั่วไป
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสหประชาชาติและนานาประเทศก็ได้ให้ความสนใจกับแนวคิดการพัฒนาของภูฏานว่าจะเป็นบทเรียนที่ดี ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาที่รวมเอาคุณค่าของมนุษย์ สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม ไม่มองแคบเฉพาะสิ่งที่วัดได้ด้วยเงิน ดังจะเห็นได้จากการเชิญท่าน Lyonpo Jigmi Y. Thinley นายกรัฐมนตรีของภูฏาน กล่าวปาฐกถาเปิดงาน UN Millennium Meeting for Asia and the Pacific ในปี พ.ศ. 2001d และในการจัดสัมมนาระดับนานาชาติเรื่อง "Operationalising Gross National Happiness" ที่ประเทศภูฏานในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2547 ที่ผ่านมานี้ ผู้แทนชาวไทยจำนวนหนึ่งได้ไปร่วมสัมมนาด้วย มีทั้งผู้นำชุมชนท้องถิ่น แพทย์ และตัวแทนมูลนิธิเสถียรโกเศศ-นาคะประทีป
เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2547 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ศูนย์ภูฏานศึกษาประเทศภูฏาน มูลนิธิเสถียรโกเศศ-นาคะประทีปและ สสส. ได้ร่วมกันจัดสัมมนาระดับนานาชาติเรื่อง "Gross National Happiness in Asia : The Message from Bhutan" ขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาจากหลากหลายประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในปาฐกถาเปิดงานของท่านเอกอัครราชทูตภูฏาน Lyonlp Chenkyab Dorji ได้เล่าเรื่องความเป็นมาของแนวคิดความสุขมวลรวมประชาชาติ โดยว่าเป็นวิสัยทัศน์ของกษัตริย์จิกเม ซิงเย วังจุ๊ก ที่มุ่งความผาสุกของประชาชน และความเจริญทางจิตใจ ยิ่งไปกว่าความเจริญทางวัตถุ แนวคิดดังกล่าวได้รับการถ่ายทอดมาเป็นนโยบายของรัฐบาลภูฏานประกอบด้วยแนวคิดสี่ด้านที่เป็นองค์รวมของการพัฒนาคือ
- การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสมดุลและเท่าเทียม
- การส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมภูฏาน
- การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
- การมีธรรมาภิบาลในการปกครอง
ศ.นพ.ประเวศ วะสี กล่าวปาฐกถาต้อนรับและได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาสองแบบ คือแบบยั่งยืนที่การเปลี่ยนแปลงค่อยๆ เป็นไปแบบสมดุล และแบบมุ่งความก้าวหน้าที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง การพัฒนาแบบหลังนี้จะทำให้ทุนต่างๆแตกสลายไปเป็นเงินทั้งหมด การพัฒนาแบบนี้ได้ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมากมาย เช่น ความเป็นธรรมทางสังคม การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สงคราม ความรุนแรงและวิกฤตทางจิตวิญญาณ การพัฒนาควรเอาความสุขเป็นตัวตั้ง มีลักษณะที่เป็นองค์รวม มองครบทุกด้านทั้งทางวัตถุ จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ ความผาสุกในสังคม การพัฒนาทางเศรษฐกิจควรมุ่งให้เกิดสัมมาอาชีวะเต็มที่ โดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม มีรายได้สูงกว่ารายจ่าย ควรมีการนำแนวคิดการพัฒนาแบบยั่งยืนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนและมีความสมดุลในการพัฒนา
ในอนาคตหากแนวคิดเรื่องการพัฒนาโดยมุ่งดัชนีความสุขประชาชาติแพร่หลายและได้รับการประยุกต์ใช้ในประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยแล้วก็เชื่อว่าจะนำไปสู่ความผาสุกของประชาชนได้ สมดังพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"
โดย กรกฎ เชาวะวณิช
จดหมายข่าวสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ปีที่ 3 ฉบับที่ 39 เดือนพฤศจิกายน 2547
- Top -