 Schizophrenia |
 |
แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเภทสำหรับพยาบาลผู้ป่วยนอก
1. วัตถุประสงค์
เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทรายใหม่มีอาการดีขึ้นและผู้ป่วยจิตเภทรายเก่าเกิดอาการกำเริบซ้ำลดลง
2. คำจำกัดความ
2.1 ผู้ป่วยจิตเภทรายใหม่ หมายถึง ผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับการรักษา และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภทจากที่ใดมาก่อน
2.2 ผู้ป่วยจิตเภทหลังจำหน่ายมีอาการกำเริบซ้ำภายใน 3 เดือน หมายถึง ผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดจนอาการทางจิตทุเลาและจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล มีอาการกำเริบซ้ำภายใน 3 เดือน หลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล
3. กลุ่มเป้าหมาย
เป็นผู้ป่วยจิตเภทรายใหม่และรายเก่าตามคำจำกัดความในข้อ 2 ที่มารับบริการที่กลุ่มงานผู้ป่วยนอก
4. เครื่องชี้วัด
4.1 ร้อยละของผู้ป่วยจิตเภทรายใหม่ที่มารักษาต่อเนื่องภายใน 6 เดือน 70 % ขึ้นไป
4.2 ร้อยละของผู้ป่วยจิตเภทที่ Admit ครั้งที่ 1 หลังจำหน่ายที่มารักษาต่อเนื่อง ภายใน 6 เดือน
70 % ขึ้นไป
5. สูตรเครื่องชี้วัด
6. ผังกระบวนการทำงาน( Flow Chart )

7.แนวทางการปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยจิตเภทสำหรับพยาบาลผู้ป่วยนอก
กรณีผู้ป่วยใหม่
1. ออกใบตรวจรักษา ตรวจร่างกาย และวัดสัญญาณชีพในรายที่วัดได้
2. คัดกรองอาการตามเกณฑ์การประเมินผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน ในรายที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ จะจำกัดพฤติกรรมไว้ที่ห้องฉุกเฉิน
3. ซักประวัติและประเมินอาการทางคลินิกด้วยแบบประเมินภาวะแทรกซ้อนทางกายสำหรับพยาบาล/แพทย์ กรณีมีอาการฉุกเฉิน จัดเข้าช่องทางฉุกเฉินเร่งด่วนให้ได้พบแพทย์ ภายใน 15 นาที และดูแลให้ได้รับการรักษาตามคำสั่งแพทย์ทันที
4. ในรายที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภทจะทำแบบประเมินสมรรถนะผู้ป่วยและประเมินอาการต่อจนครบ 6 เดือน
5. ให้สุขภาพจิตศึกษาแก่ผู้ป่วยและญาติโดยใช้ MEDTHOD Model
6. กรณีไม่รับไว้รักษาในโรงพยาบาล ออกใบนัด เน้นให้มาพบแพทย์ตามนัด โดยติดสติ๊กเกอร์สีเขียวที่บัตรประจำตัวผู้ป่วยและซองประวัติผู้ป่วยพร้อมติดข้อความระบุวันครบประเมินอาการ 6 เดือน วันที่...................และจะแกะออกเมื่อครบ 6 เดือนส่วนที่ใบนัดระบุคลินิก SC Visit ที่............เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ครั้งต่อไป งานเวชระเบียนจะทำการค้นซองเอกสารแนบกับใบตรวจรักษามาด้วยทุกครั้ง
7. กรณีไม่มาตามนัดจะใช้ระบบติดตามผู้ป่วย เน้นเฉพาะในเขตรับผิดชอบ 5 จังหวัด คือ ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย มหาสารคาม และร้อยเอ็ด โดยตามภายหลังวันนัด 7 วัน ทางโทรศัพท์ จดหมาย หรือประสานโซนจังหวัดในการติดตาม
8. ลงทะเบียนเก็บข้อมูลไว้สำหรับการประเมินผลครบ 6 เดือน
กรณีผู้ป่วยเก่า
1. ตรวจร่างกาย วัดสัญญาณชีพในรายที่วัดได้
2. คัดกรองอาการตามเกณฑ์การประเมินผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน ในรายที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ จะจำกัดพฤติกรรมไว้ที่ห้องฉุกเฉิน
3. ในรายที่มีอาการกำเริบซ้ำหลังจำหน่ายภายใน 3 เดือน โดยมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง มีหูแว่ว ภาพหลอน หวาดระแวงกลัว มีความคิดหลงผิด ให้ใช้แบบประเมินสมรรถนะผู้ป่วยและแบบประเมินภาวะแทรกซ้อนทางกายสำหรับพยาบาล/แพทย์ พร้อมทั้ง จัดเข้าช่องทางฉุกเฉินเร่งด่วนให้ได้พบแพทย์ภายใน 15 นาที และดูแลให้ได้รับการรักษาตามคำสั่งแพทย์ทันที
4. ให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและญาติในเรื่องการปฏิบัติตัว
5. ออกใบนัด เน้นการมาพบแพทย์ตามนัดและติดสติ๊กเกอร์สีเขียวที่บัตรประจำตัวผู้ป่วย กรณีมีอาการกำเริบซ้ำหลังจำหน่ายแต่ไม่รับไว้รักษาในโรงพยาบาล ถ้าไม่มาพบแพทย์ตามนัดจะใช้ระบบติดตามผู้ป่วยเฉพาะในเขตรับผิดชอบ เช่นเดียวกับผู้ป่วยใหม่
6. ในรายที่มีปัญหายุ่งยาก ซับซ้อน ส่งเข้าปรึกษาหารือในทีมสหวิชาชีพ
7. ในรายที่มีอาการกำเริบซ้ำหลังจำหน่ายให้มีการติดตามเฝ้าระวัง 3 เดือนโดยติดสติ๊กเกอร์สีเขียว ระบุ “ R” ไว้ที่บัตรผู้ป่วย และที่ซองประวัติผู้ป่วย พร้อมลงทะเบียนไว้เพื่อการประเมินผล ถ้าใน 3 เดือนอาการดีขึ้นให้ยุติการเฝ้าระวังและแกะสติ๊กเกอร์ระบุ “ R ” ออก คงไว้เฉพาะสติ๊กเกอร์สีเขียวทั้งที่บัตรประจำตัวผู้ป่วยและที่ซองประวัติ
8. ในรายที่ Refer รับยาใกล้บ้าน ให้ส่งต่อใบ Refer ไปยังสำนักงานผู้ช่วยผู้อำนวยการจังหวัดที่รับผิดชอบเพื่อส่งใบ Refer ให้เครือข่ายและติดตามว่าผู้ป่วยไปรับบริการหรือไม่
กรณีผู้ป่วย Admit
1. ส่งเอกสารและนำญาติไปติดต่อที่ Admit Center เพื่อทำสัญญาอยู่รักษาเป็นผู้ป่วยใน
2. โทรศัพท์แจ้งให้ตึกผู้ป่วยในทราบก่อนนำส่ง โดยมีการส่งต่อข้อมูลให้ตึกผู้ป่วยในทราบดังนี้
2.1 แจ้งชื่อ - สกุลผู้ป่วย
2.2 แจ้งอาการสำคัญและการดูแลช่วยเหลือที่ให้แล้วขณะรอที่ห้องฉุกเฉิน ก่อนนำส่งตึก
2.3 แจ้งการเฝ้าระวังต่อเนื่อง โดยทำการติดสีที่ป้ายชื่อผู้ป่วยก่อนนำผู้ป่วยส่งตึก ดังนี้
2.3.1 พฤติกรรมก้าวร้าว ติดสีเขียว
2.3.2 พฤติกรรมหลบหนี ติดสีแดง
2.3.3 ซึมเศร้า ฆ่าตัวตาย ติดสี เหลือง
3. นำผู้ป่วยและญาติ พร้อมด้วยเอกสารและยาส่งตึกผู้ป่วยใน
กรณีหน่วยงานภายนอกประสาน
เพื่อส่งผู้ป่วยมารับการรักษา ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนการบริการรับ Refer จากหน่วยงานอื่น
แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเภทสำหรับแพทย์
1. วัตถุประสงค์
1.1 เพื่อให้ผู้ป่วยมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคจิตเภท ทั้งในแง่ของ ความหมาย สาเหตุ อาการและอาการแสดง การดำเนินโรค
1.2 เพื่อให้ผู้ป่วยมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับยาจิตเวช ทั้งในแง่ของ ประเภทของยา วิธีใช้ ผลข้างเคียง อาการพิษจากยา วิธีการใช้และการบริหารยา
1.3 ผู้ป่วยมีความเข้าใจในเป้าหมายของการรักษา ทั้งในแง่ของ การพยากรณ์โรค ความสามารถในการทำงาน การดูแลตัวเองขณะอยู่ที่บ้าน รวมถึงการจัดการกับอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม
1.4 ผู้ป่วยมีความเข้าใจในการปฏิบัติดูแลตัวเอง ขณะอยู่ในชุมชน สามารถดำรงชีวิตอยู่ในชุมชน โดยที่ชุมชนให้การยอมรับ และมีส่วนร่วมในกระบวนการรักษาด้านจิตสังคม
2. กลุ่มเป้าหมาย
2.1 ผู้ป่วยจิตเภท
2.2 ญาติ / ผู้ดูแลผู้ป่วย
3. เครื่องชี้วัด
3.1 ร้อยละของผู้ป่วยโรคจิตเภทกลับมารักษาซ้ำในโรงพยาบาล ภายใน 6 เดือน (ใน 5 จังหวัดที่รับผิดชอบ) ไม่เกินร้อยละ 10
3.2 จำนวนวันเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคจิตเภทที่ Refer ด้วยโรคทางกายหลังจากรับไว้รักษาไม่เกิน 5 วัน
3.3 จำนวนวันนอนเฉลี่ยของการอยู่รักษาของผู้ป่วยโรคจิตเภทไม่เกิน 30 วัน
4. สูตรเครื่องชี้วัด
5. ผังกระบวนการทำงาน (Flow Chart)
6. แนวทางในการปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเภทสำหรับแพทย์
6.1 ประเมินอาการทางกาย จิต สังคมของผู้ป่วย และให้การวินิจฉัยตามระบบการจำแนกโรคแบบสากล (ICD-10)
6.2 พิจารณาส่งตรวจต่างๆ ทางห้องปฏิบัติการตามความเหมาะสมเพื่อประกอบการวินิจฉัย
6.3 ประเมินความรุนแรงตามสภาพอาการของผู้ป่วยเช่น Suicide precaution/ aggression assessment
6.4 พิจารณารักษาด้วยยาหรือรักษาด้วยวิธีการอื่นตามความเหมาะสม เช่น การรักษาด้วยไฟฟ้า ให้การปรึกษาจิตสังคมบำบัด
6.5 ตรวจประเมินสภาพร่างกายและสภาพจิตเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของอาการ การตอบสนองต่อการรักษา และผลข้างเคียงจากยา และปรับเปลี่ยนการรักษาให้เหมาะสม
6.6 พิจารณาส่งตรวจพิเศษต่างๆ ตามความเหมาะสม เพื่อประกอบการวินิจฉัย และติดตามผลการรักษา
6.7ประเมินทัศนคติต่อการรับประทานยาและเตรียมความพร้อมในการกลับไปดำรงชีวิตอยู่ในครอบครัวและชุมชน
แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเภทสำหรับพยาบาลผู้ป่วยใน
1. วัตถุประสงค์
1.1 เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการประเมินภาวะด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ เพื่อการวางแผนการพยาบาลแบบองค์รวม (Holistic Care)
1.2 ผู้ป่วยได้รับการบำบัด รักษา ตามแนวทางการรักษา และแผนการพยาบาลที่สอดคล้องกับสภาพปัญหา อาการและความต้องการ
1.3 ผู้ป่วยได้รับการประเมินผลการรักษา พยาบาล และปรับเปลี่ยนแผนการรักษาตามความจำเป็น เร่งด่วนของปัญหา อาการ โดยเน้นความปลอดภัย และอาการทางจิตทุเลาเร็วที่สุด
1.4 ญาติผู้ป่วยได้รับความรู้ ความเข้าใจในเรื่องโรค การรักษา และแนวทางรักษาขณะผู้ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล
2. กลุ่มเป้าหมาย
2.1 ผู้ป่วยจิตเภทรับไว้รักษาในโรงพยาบาลครั้งที่ 1
2.2 ผู้ป่วยจิตเภทที่กลับมารักษาซ ้ำภายใน 6 เดือน
2.2 ญาติ หรือผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท
3. เครื่องชี้วัด
3.1 ผู้ป่วยจิตเภทที่รับการรักษาที่ตึกผู้ป่วยใน Refer ไปรับการรักษาด้วยโรคทางกายภายใน 5 วัน ไม่เกินร้อยละ 5
3.2 จำนวนวันนอนเฉลี่ยของผู้ป่วยจิตเภทอยู่รักษาในโรงพยาบาล ไม่เกิน 30 วัน
3.3 ผู้ป่วยจิตเภทกลับมารักษาซ้ำภายใน 28 วัน ไม่เกินร้อยละ 10
4. สูตรการคำนวณตัวชี้วัด
5. ผังกระบวนการทำงาน (Flow Chart)
6. แนวทางการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยจิตเภทสำหรับพยาบาลผู้ป่วยใน
6.1 ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร คำสั่งการรักษาเวชภัณฑ์และผู้ป่วยว่าถูกต้องหรือไม่
หากไม่ถูกต้องประสานงาน Admit center
6.2 รวบรวมข้อมูลโดยการประเมินภาวะด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณของผู้ป่วยและครอบครัวจากญาติ โดยใช้แบบบันทึกประวัติรับใหม่ และแบบประเมินเพื่อวางแผนการจำหน่าย
6.3 ปฐมนิเทศ และให้ข้อมูลผู้ป่วยและญาติเกี่ยวกับโรค และการรักษา ตลอดจนแนวทางการรักษาพยาบาลขณะผู้ป่วยอยู่รักษาในโรงพยาบาล
6.4 ให้ญาติตัดสินใจเซ็นยินยอมให้ผู้ป่วยรับการรักษาในโรงพยาบาล และการรักษาด้วยไฟฟ้า (F.ET.003) โดยก่อนให้ญาติเซ็นยินยอม พยาบาลเป็นผู้ให้รายละเอียดข้อมูลตามเอกสารจนญาติและพยาบาลเข้าใจตรงกัน
6.5 ให้ญาติตรวจสอบทรัพย์สินที่ติดตัวมากับผู้ป่วยให้ครบ พร้อมกับเซ็นรับทรัพย์สินกลับบ้านในใบ รพจ. 4 ในช่องสิ่งของที่ผู้ส่งตัวคนไข้รับกลับไป
6.6 เปิดโอกาสให้ญาติซักถามข้อสงสัย (ถ้ามี)
6.7 จัดสิ่งแวดล้อมเพื่อการบำบัด (มาตรฐานการปฏิบัติการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช หน้า 11)
6.8 ประเมินอาการทางจิตผู้ป่วย โดยใช้แบบประเมินอาการทางจิตและประเมิน SAVE (Sucide, Accident Violence, Escape) Precaution เมื่อพบว่า ผู้ป่วยมีความเสี่ยง มีการสื่อสารโดย ติดสติ๊กเกอร์ที่ป้ายชื่อผู้ป่วย เขียนกระดาน สมุดบันทึก การวัดสัญญาณชีพและส่งต่อด้วยวาจา เวรต่อเวร
6.9 ปฏิบัติการพยาบาล ตามแผนการพยาบาลและแผนการรักษา เพื่อตอบสนองต่อปัญหา ความต้องการของผู้ป่วย และให้ข้อมูลแผนการรักษา และแผนการจำหน่าย เพื่อให้ผู้ป่วยร่วมมือในการรักษาพยาบาล
6.10 คัดกรองผู้ป่วย เพื่อพบแพทย์ ตามปัญหาอาการ ความต้องการของผู้ป่วย และครอบครัว โดยพิจารณาตามความจำเป็นเร่งด่วน
6.11 สร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัดรักษาและประเมินอาการทางจิต ความต้องการด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ความสามารถในการดูแลตนเอง ความเสี่ยงเพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย
6.12 ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยาตามแผนการรักษา พร้อมทั้งสังเกตผลและฤทธิ์ข้างเคียงของยา และลงบันทึกในรายงาน เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลง
6.13 ให้การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย โดยเฉพาะการฟื้นฟูสมรรถภาพทางด้านร่างกาย เช่น ทักษะการดูแลตนเอง ด้านความสะอาดร่างกายและการจัดการกับฤทธิ์ข้างเคียงของยา และฟื้นฟูสมรรถภาพทางด้านจิตใจ เช่น ผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมหวาดระแวงจากประสาทหลอนทางหู โดยการให้ข้อมูลที่เป็นจริง ให้ความมั่นใจถึงความปลอดภัย ตลอดจนการขอความร่วมมือจากทีมพยาบาล
6.14 ในกรณีที่ผู้ป่วยอาการทางจิตสงบพร้อมจำหน่ายกลับบ้านได้ ถ้าพบว่ามีปัญหาซับซ้อน เช่น กลับมารักษาซ้ำในโรงพยาบาลภายใน 3 เดือน กลับมารักษาซ้ำครั้งที่ 10 ขึ้นไป มีประวัติล่ามขัง หรือมีปัญหาในชุมชน ญาติมีแนวโน้มทอดทิ้ง จะประสานงานสำนักผู้ช่วยผู้อำนวยการจังหวัด เพื่อเตรียมความพร้อมและติดตามเยี่ยมผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในชุมชน
6.15 ในกรณีไม่มีปัญหาซับซ้อน ประสานงานสำนักผู้ช่วยผู้อำนวยการจังหวัด ในกรณีผู้ป่วย จิตเภทที่กลับมารักษาซ้ำใน 5 เดือน หรือผู้ป่วยจิตเภทรายใหม่ เพื่อส่งต่อให้เครือข่ายผู้ปฏิบัติงานสุขภาพจิตติดตามเยี่ยมผู้ป่วยและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ขณะดำรงชีวิตอยู่ในชุมชนต่อไป
แนวทางปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคจิตเภทสำหรับเภสัชกร
แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคจิตเภทสำหรับเภสัชกรนั้นจะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับการดูแลผู้ป่วยด้วยโรคอื่นทั่วๆไป ดังนี้
1. วัตถุประสงค์
1.1 เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาถูกต้องตามคำสั่งการรักษาของแพทย์
1.2 เพื่อไม่ให้เกิด หรือลดการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาซึ่งมีผลกระทบต่อ
คุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
1.3 เพื่อให้ผู้ป่วยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาที่ถูกต้อง
1.4 เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษา หรือรับยาอย่างต่อเนื่อง
2. กลุ่มเป้าหมาย : ผู้ป่วยโรคจิตเภททั้งประเภทผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ที่ได้รับการส่งต่อ
จากพยาบาลผู้ป่วยใน หรือบริการก่อนและหลังพบแพทย์ว่ามีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยา คือ
2.1 ไม่เข้าใจวิธีการใช้ยาอย่างถูกต้อง
2.2 เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา
3. ตัวชี้วัด
3.1 ผู้ป่วยโรคจิตเภทที่มีปัญหาเกี่ยวข้องกับการใช้ยา ซึ่งได้รับการส่งต่อจากพยาบาลผู้ป่วยใน หรือบริการก่อนและหลังพบแพทย์ ได้รับการแนะนำ ให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้ยาอย่างถูกต้อง 100 %
3.2 ผู้ป่วยที่เกิดอาการสงสัยแพ้ยาได้รับการติดตามและเข้าสู่กระบวนการเฝ้าระวัง 100%
4. สูตรการคำนวณ
5. ผังกระบวนการทำงาน (Flow Chart) แนวทางปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคจิตเภท
สำหรับเภสัชกร
6. แนวทางปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยของเภสัชกร พอจะสรุปได้ดังนี้
6.1 รับผู้ป่วยจากพยาบาลผู้ป่วยใน หรือบริการก่อนและหลังพบแพทย์
6.2 จัดเตรียมยาและเวชภัณฑ์ให้ผู้ป่วย
6.3 จ่ายยาให้ผู้ป่วย หรือเจ้าหน้าที่หอผู้ป่วย (กรณีที่เป็นผู้ป่วยใน) และในกรณีที่เป็น ผู้ป่วยนอกซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยา ให้คำแนะนำความสำคัญและวิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง
6.4 ในกรณีที่เป็นผู้ป่วยในที่มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยา จัดกลุ่มให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
6.5 หรือในกรณีที่เป็นผู้ป่วยเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาหรือแพ้ยาให้ ดำเนินการ ตามวิธีปฏิบัติในการรายงานเมื่อพบผู้ป่วยแพ้ยา ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
การติดตามประเมินอาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาของผู้ป่วย โดยใช้ ระบบ Spontaneous reporting system ซึ่งเป็นระบบการติดตามอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาภายหลังจากการเกิดอาการ โดยมีกิจกรรมต่างๆ ดังนี้
1) รับการประสานงานจากบุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ พยาบาลที่ดูแลผู้ป่วย เมื่อพบหรือสงสัยว่าผู้ป่วยเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา
2) ติดตาม ประเมิน และนำเสนอผลการประเมินอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาให้แพทย์ผู้ให้การรักษาผู้ป่วยรับทราบ เพื่อพิจารณาออกบัตรแพ้ยา หรือการรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา
3) บันทึกและรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาที่พบ
4) ออกบัตรแพ้ยา และบันทึกในเวชระเบียน
5) ให้คำแนะนำผู้ป่วย หรือญาติเกี่ยวกับการดูแลตนเอง เรื่องอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา
6.6 ประสานงานกับโรงพยาบาลชุมชนเพื่อขอข้อมูลยาเพื่อประกอบการพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยไปรับการรักษาต่อเนื่อง ณ โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน ในกรณีที่แพทย์ หรือพยาบาลผู้ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยร้องขอ
แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเภทสำหรับนิติจิตเวช
1. วัตถุประสงค์
เพื่อให้ผู้ป่วยคดีไม่ว่าจะอยู่ในสถานะโจทก์ จำเลย ผู้ต้องหา ผู้เสียหาย ได้รับการตรวจวินิจฉัยโรค บำบัดรักษาตามขั้นตอนของโรงพยาบาล
2. คำจำกัดความ
“ ผู้ป่วยคดี ” หมายถึง ผู้ป่วยที่ส่งตัวมาตรวจวินิจฉัย บำบัดรักษา โดยกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นโจทย์ จำเลย ผู้ต้องหา หรือพยาน
“ ถูกส่งตัว ” หมายถึง มีหนังสือราชการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ
“ ตรวจวินิจฉัย ” หมายถึง การตรวจสภาพจิตโดยแพทย์ ตรวจทางจิตวิทยาโดยนักจิตวิทยา และ /หรือ ซักประวัติละเอียดโดยนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อการลงความเห็นในประเด็นการวินิจฉัยโรคและความสามารถในการต่อสู้คดี รวมถึงการมีความเห็นว่าผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้
“ บำบัดรักษา ” หมายถึง การรักษาโดยการใช้ยา หรือวิธีการอื่นใดต่อผู้ป่วย รวมถึงการพยาบาล กิจกรรมกลุ่มบำบัดต่างๆ
“ กระบวนการยุติธรรม ” หมายถึง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรม คือ พนักงานสอบสวน อัยการ ศาล สำนักงานคุมประพฤติ สถานพินิจฯ และกรมราชทัณฑ์
“ โจทก์ ” หมายถึง ผู้ฟ้อง ผู้กล่าวหา ผู้ฟ้องความในศาล
“ จำเลย ” หมายถึง ผู้ถูกฟ้องความ
“ ผู้ต้องหา ” หมายถึง บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญาแต่ยังมิได้ถูกฟ้องศาล
“ พยาน ” หมายถึง หลักฐานอ้างอิง เครื่องพิสูจน์ ข้อเท็จจริง
3. กลุ่มเป้าหมาย
ผู้ป่วยจิตเภทที่มีคดี และญาติผู้ดูแล
4. เครื่องชี้วัด
- ผู้ป่วยจิตเภทที่มีคดีได้รับการตรวจรักษาอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะสู้คดีได้ 100 %
5. สูตรเครื่องชี้วัด

6. กระบวนการทำงาน (Flow chart) แนวทางการดูแลผู้ป่วยคดีโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์
7. แนวทางการปฏิบัติ
7.1 ผู้ให้บริการรับคำร้องและตรวจสอบเอกสาร
7.2 ให้บริการตามประเภทคำร้อง/ เอกสาร จัดทำเป็นหนังสือราชการ เพื่อนำเสนอผู้อำนวยการ/ ผู้รับมอบอำนาจ ลงนามอนุมัติ
7.3 ดำเนินการตามที่ได้รับอนุมัติ
แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเภทสำหรับนักจิตวิทยา
1. วัตถุประสงค์
1.1 เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับบริการทางจิตวิทยาที่ถูกต้องตามมาตรฐานวิชาชีพ
1.2 ผู้รับบริการได้รับความพึงพอใจจากบริการทางจิตวิทยาตามมาตรฐานวิชาชีพ
2. กลุ่มเป้าหมาย
ผู้ป่วยจิตเภท และญาติ หรือผู้ดูแลผู้ป่วย
3. เครื่องชี้วัด
3.1 ให้บริการทางจิตวิทยาแก่ผู้ป่วยนอก 100 %
3.2 การบริการทดสอบ แปลผลและวินิจฉัยทางจิตวิทยาแก่ผู้ป่วยในแล้วเสร็จภายใน 3 วัน
ทำการ 90 %
3.3 การบริการทดสอบ แปลผลและวินิจฉัยทางจิตวิทยาแล้วเสร็จภายใน 1 วันทำการ ในกรณีเร่งด่วน 90 %
3.4 การให้บริการกลุ่มศิลปบำบัดแก่ผู้ป่วยในทุกวันอังคาร 80 %
3.5 การให้บริการทางจิตวิทยาในชุมชนตามการร้องขอ 80 %
4. สูตรคำนวณ
5. ผังกระบวนการการทำงาน (Flow Chart)
6. แนวทางปฏิบัติ
แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเภท OPD, IPD
1. รับแจ้งขอรับการบริการทางจิตวิทยาจากแพทย์/บริการก่อนและหลังพบแพทย์
/ ตึกผู้ป่วยใน
2. ประเมินความพร้อมของผู้ป่วยเพื่อพิจารณาให้การบริการ
3. ให้บริการทางจิตวิทยาตามที่แพทย์ร้องขอ
4. กรณีให้บริการทางจิตวิทยาไม่ครบกระบวน จะมีนัดหมายครั้งต่อไป
5. รายงาน/สรุปผลการให้บริการทางจิตวิทยา
แนวทางการดูแลผู้ป่วยในชุมชน รับการร้องขอจากตึกผู้ป่วย/สำนักผู้ช่วยผู้อำนวยการ/หน่วยงานภายนอกให้ออกเยี่ยมชุมชน
1. ให้บริการทางจิตวิทยาตามที่ร้องขอ
2. รายงานผลการให้บริการให้หน่วยงานที่ร้องขอทราบ
แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเภทสำหรับนักสังคมสงเคราะห์
1. วัตถุประสงค์
1.1 เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภท ผู้ป่วยนอกรายใหม่ / ญาติ ทุกรายได้รับคำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับการดูแลตนเอง (ในเวลาราชการ)
1.2 เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภท/ ญาติที่ตึกผู้ป่วยใน ส่งมาให้นักสังคมสงเคราะห์ได้รับการช่วยเหลือตามสภาพปัญหา
1.3 เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทที่เข้ารับการบำบัดทางสังคมแบบกลุ่ม มีแนวทางในการจัดการกับอารมณ์และจัดการกับปัญหา
1.4 เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทที่เข้ารับการให้คำปรึกษาแบบกลุ่มตามทฤษฎี REBT ร่วมกับดนตรีบำบัดสามารถสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นและมีแนวทางในการจัดการกับอารมณ์และจัดการกับปัญหา
1.5 เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทที่เข้ารับการฟื้นฟู สมรรถภาพทางสังคมด้วยดนตรีสามารถสร้าง
สัมพันธภาพกับผู้อื่นได้
2. กลุ่มเป้าหมาย
2.1 ผู้ป่วยจิตเภท
2.2 ญาติผู้ป่วยจิตเภท
3. เครื่องชี้วัดการดูแลผู้ป่วยจิตเภท ของกลุ่มงานสังคมสงเคราะห์
3.1 ผู้ป่วยจิตเภท ผู้ป่วยนอกรายใหม่ / ญาติ ทุกราย ได้รับคำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับการดูแลตนเอง 100%
3.2 ผู้ป่วยจิตเภท / ญาติ ที่ทางตึกผู้ป่วยในส่งมาให้นักสังคมสงเคราะห์ ได้รับการช่วยเหลือตามสภาพปัญหาทุกราย
3.3 ผู้ป่วยจิตเภทที่เข้ารับการบำบัดทางสังคมแบบกลุ่มมีแนวทางในการจัดการกับอารมณ์และจัดการกับปัญหามากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
3.4 ผู้ป่วยจิตเภทที่เข้ารับการให้คำปรึกษาแบบกลุ่มตามทฤษฏี REBT ร่วมกับดนตรีบำบัดสามารถสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นและมีแนวทางในการจัดการกับอารมณ์และจัดการกับปัญหามากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
3.5 ผู้ป่วยจิตเภทที่เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคมด้วยดนตรี สามารถสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
3.6 ผู้ป่วยจิตเภทตึกผู้ป่วยในที่มีปัญหาซับซ้อนได้รับการติดตามเยี่ยมในชุมชนตามร้องขอ 90 %
4. สูตรคำนวณ ข้อ3.3 - 3.5
5.ผังกระบวนการทำงานกลุ่มงานสังคมสงเคราะห์
6. ผังกระบวนการทำงาน
6.1 การดูแลผู้ป่วยจิตเภทผู้ป่วยใน กลุ่มงานสังคมสงเคราะห์
6.2 การดูแลผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน
7. แนวทางการปฏิบัติงานกลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ในการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเภท
7.1 บริการผู้ป่วยนอก
1 ) ให้การสัมภาษณ์ผู้ป่วยจิตเภท และวินิจฉัยทางสังคม
2) ให้คำแนะนำ/ คำปรึกษาตามสภาพปัญหา
3) กรณีผู้ป่วยมีคดีและแพทย์ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม นักสังคมสงเคราะห์ดำเนินการซักประวัติละเอียด ตามคู่มือการปฏิบัติงานบริการสังคมสงเคราะห์จิตเวช ( S-SW-005)
4) กรณีผู้ป่วยมีปัญหาค่ารักษาพยาบาลให้การสงเคราะห์ค่ารักษาพยาบาลตามคู่มือการปฏิบัติงานบริการสังคมสงเคราะห์จิตเวช ( S-SW-005)
หมายเหตุ กรณีผู้ป่วยมารับการรักษานอกเวลาราชการพยาบาลจะเป็นผู้ดำเนินการซักประวัติแทนนักสังคมสงเคราะห์จากนั้นรวบรวมข้อมูลส่งนักสังคมสงเคราะห์ในวันทำการ
7.2 บริการผู้ป่วยใน
1) การทำกลุ่มบำบัดทางสังคม กลุ่ม REBT และดนตรีบำบัด กลุ่มฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคมด้วยดนตรี โดยนักสังคมสงเคราะห์ส่งเกณฑ์ประเมินให้พยาบาลที่ตึก คัดเลือกผู้ป่วยใน
2) ให้บริการสังคมสงเคราะห์จิตเวช เช่น การติดต่อญาติผู้ป่วยจิตเวช การประชาสัมพันธ์ตามญาติทางสื่อมวลชน การอนุเคราะห์ค่ารักษาให้กับผู้ป่วยในกรณีรักษาโรคทางกาย การสงเคราะห์ค่ายานพาหนะ การสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย การสอบทะเบียนราษฎร์ การส่งผู้ป่วยเข้าสถานสงเคราะห์ โดยปฏิบัติงานตามคู่มือการปฏิบัติงานบริการสังคมสงเคราะห์จิตเวช ( S-SW-005)
หมายเหตุ กรณีผู้ป่วยเร่ร่อน ไม่มีญาติ/ไม่สามารถให้ประวัติได้ ให้ตึกผู้ป่วยประสานนักสังคมสงเคราะห์เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อผู้ป่วยพร้อม
7.3 บริการสังคมสงเคราะห์จิตเวชชุมชน
1) จิตเวชชุมชนในเขตตรวจราชการที่ 10 และ 12 ดำเนินการร่วมกับสำนักงานผู้ช่วยผู้อำนวยการโซนจังหวัด
1.1) การเตรียมครอบครัว/ชุมชนก่อนจำหน่ายกรณีผู้ป่วยมีปัญหาซับซ้อน โดยนักสังคม
สงเคราะห์ทำหน้าที่ศึกษาหาข้อมูลจากครอบครัว/ชุมชนและนำมาวิเคราะห์วางแผนแก้ไขปัญหาทางสังคม เช่น ให้การปรึกษาครอบครัว การบำบัดฟื้นฟูในชุมชน ประสานทรัพยากรทางสังคม เป็นต้น
1.2) ส่งผู้ป่วยกลับภูมิลำเนา กรณีญาติไม่สามารถมารับได้ โดยนักสังคมสงเคราะห์ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานทรัพยากรทางสังคม และให้คำปรึกษาแนะนำกับญาติตลอดทั้งส่งต่อให้ผู้รับผิดชอบงานสุขภาพจิตในพื้นที่ช่วยดูแลต่อเนื่อง
1.3) การเยี่ยมบ้านเพื่อติดตามดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องในชุมชนกรณีผู้ป่วยมีปัญหาซับซ้อน
1.4) ช่วยให้การวินิจฉัยทางสังคม และสวัสดิการรักษาและสิทธิประโยชน์ของผู้ป่วยจิตเภท
1.5) ให้การปรึกษาครอบครัว กรณีผู้ป่วยมีปัญหาขัดแย้งในครอบครัว
2) จิตเวชชุมชนนอกเขต
2.1) ประสานเครือข่ายให้การช่วยเหลือตามสภาพปัญหาที่พบ เช่น การจัดการทรัพยากรทางสังคม
2.2) การส่งต่อเพื่อการดูแลต่อเนื่องในชุมชน
เกณฑ์ผู้ป่วยเข้ากลุ่มทางสังคมสำหรับผู้ป่วยจิตเภท
1. มีอาการทางจิตสงบ
2. สื่อสารรู้เรื่องเข้าใจ ไม่รบกวนกลุ่ม
3. สมัครใจเข้ากลุ่ม
หมายเหตุ การนำกลุ่มบำบัดทางสังคมให้นำผู้ป่วยจากตึกต่างๆ มาทำกลุ่มร่วมกัน
แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเภทสำหรับงานอาชีวะบำบัด (กลุ่มงานฟื้นฟูสมรรถภาพ)
1. วัตถุประสงค์
1.1 เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทได้รับกิจกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพที่สอดคล้องเหมาะสมตามศักยภาพของผู้ป่วย
1.2 เพื่อให้ครอบครัวได้มีส่วนร่วมในการดูแล และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย
1.3 เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตในชุมชนตามศักยภาพของตนเอง
2. กลุ่มเป้าหมาย
2.1 ผู้ป่วยโรคจิตเภท
2.2 ญาติผู้ป่วยโรคจิตเภท
3. เครื่องชี้วัด
3.1 ร้อยละของผู้ป่วยที่มีทักษะ/ความสามารถเพิ่มขึ้น ร้อยละ 80 คงที่ร้อยละ 15 และลดลงร้อยละ 5
3.2 ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยที่สิ้นสุดบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ ได้รับบริการครบกระบวนการฟื้นฟู
สมรรถภาพ
ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยที่เข้ารับการฝึกทักษะการดำเนินชีวิตในชุมชนจำลองสามารถทำงานได้ตามศักยภาพของตน
ร้อยละ 90 ของผู้รับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
4. สูตรเครื่องชี้วัด
5. ผังกระบวนการทำงาน (Flow Chart)
6. แนวทางการปฏิบัติงานการให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยจิตเภท
6.1 ผู้ป่วยมารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ
1) ผู้ป่วยนอก (OPD) รับจากการส่งปรึกษาปัญหาโดยแพทย์ พร้อมใบตรวจรักษา
2) ผู้ป่วยใน (IPD) รับจากการคัดกรองเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ตึกผู้ป่วยใน
3) ผู้ป่วยชุมชน รับจากการร้องขอโดยการประสานของพยาบาลสุขภาพจิตชุมชน พร้อมเอกสารเครือข่าย
4) เจ้าหน้าที่กลุ่มงานฟื้นฟูสมรรถภาพ รับรายชื่อผู้ป่วย ในข้อ 1) – 3) พร้อมจัดทำทะเบียนประวัติผู้ป่วย (ใหม่ ) ลงในทะเบียนประวัติ และร.พ.จ .19 เพื่อบันทึกรายชื่อผู้ป่วยลงในทะเบียนรับการฟื้นฟูสมรรถภาพ ก่อนเข้ากลุ่มกิจกรรม
6.2 เจ้าหน้าที่กลุ่มงานฟื้นฟูสมรรถภาพ รับผู้ป่วยพร้อมเอกสารจากเจ้าหน้าที่ ผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ผู้ป่วยชุมชน เพื่อตรวจสอบเอกสารของผู้ป่วยให้ถูกต้องตรงกัน
6.3 นักอาชีวบำบัด / เจ้าหน้าที่อาชีวบำบัด ประเมินศักยภาพผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อวางแผนการฟื้นฟูฯ โดยใช้แบบประเมินศักยภาพในการทำกิจกรรม พร้อมคู่มือประกอบการประเมินศักยภาพ และพิจารณาอาการทางจิตผู้ป่วยที่มารับการฟื้นฟูฯ ในกรณีผู้ป่วยมีอาการทางจิตไม่สงบ เจ้าหน้าที่กลุ่มงานฟื้นฟูสมรรถภาพไม่สามารถควบคุมดูแลได้ สื่อสารแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบทราบทันที
6.4 กรณีอาการทางจิตสงบ นักอาชีวบำบัด / เจ้าหน้าที่อาชีวบำบัด วางแผนการฟื้นฟูฯผู้ป่วย โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากทะเบียนประวัติ การสัมภาษณ์ การสังเกต และผลการประเมินศักยภาพเพื่อวางแผน การฟื้นฟูสมรรถภาพว่าผู้ป่วยควรได้รับการแก้ไขหรือเสริมทักษะใด โดยใช้คู่มือวิเคราะห์กิจกรรม คู่มือแผนการสอนกิจกรรม ประกอบการให้กิจกรรมที่เหมาะสมกับความสามารถ บันทึกการวางแผนการให้กิจกรรมจากการรวบรวมปัญหาและข้อมูลโดยลงรหัสกิจกรรมตามคู่มือแผนการสอนกิจกรรมลงใน ร.พ.จ .19
6.5 เจ้าหน้าที่กลุ่มงานฟื้นฟูสมรรถภาพ ให้กิจกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพตามการวางแผน โดยลงรหัสกิจกรรมตามคู่มือแผนการสอนในทะเบียนรายชื่อผู้ป่วยรับมาฟื้นฟูสมรรถภาพ พร้อมจัดผู้ป่วยแต่ละรายเข้ากลุ่มกิจกรรมตามแผน โดยใช้คู่มือแผนการสอนกิจกรรม ขณะผู้ป่วยเข้ากลุ่มกิจกรรม ต้องมีการประเมินศักยภาพระหว่างดำเนินการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยทุกครั้งทุกราย และประเมินทักษะตามวัตถุประสงค์ของแต่ละแผนการสอน เพื่อปรับเปลี่ยนกิจกรรมตามการวางแผนด้วยแบบบันทึกประเมินผลการพัฒนากิจกรรมกลุ่มบำบัด
ระหว่างทำกิจกรรมหากผู้ป่วยไม่สามารถทำกิจกรรมได้ตามการวางแผน จะมีการปรับเปลี่ยนกิจกรรมที่เหมาะสมทันที พร้อมบันทึกลงในแบบบันทึกประเมินผลการพัฒนากิจกรรมกลุ่มบำบัด และทะเบียนรายชื่อผู้ป่วยรับมาฟื้นฟูสมรรถภาพ
ในกรณีผู้ป่วยใน (IPD) มารับการฟื้นฟูฯ มีการสื่อสารให้เจ้าหน้าที่ตึกผู้ป่วยในและผู้ป่วยทราบว่าจะต้องมีการฟื้นฟูฯต่อเนื่อง เพื่อให้ครบตามการวางแผน โดยการบันทึกลงในสมุดส่งผู้ป่วยเข้ากลุ่มอาชีวบำบัด – เกษตรกรรมบำบัด
ในกรณีผู้ป่วยใน (IPD) ไม่มารับการฟื้นฟูฯอย่างต่อเนื่อง บันทึกสาเหตุลงในแบบบันทึกประเมินผลการพัฒนากิจกรรมกลุ่มบำบัดและ ร.พ.จ .19
ในกรณีผู้ป่วยใน (IPD) มารับการฟื้นฟูฯ แต่ละครั้ง เจ้าหน้าที่ตึกผู้ป่วยในเป็นผู้มารับและส่งผู้ป่วย พร้อมสมุดส่งผู้ป่วยเข้ากลุ่มอาชีวบำบัด – เกษตรกรรมบำบัด และแบบบันทึกพฤติกรรมผู้ป่วยขณะเข้ากลุ่มกิจกรรมบำบัด พร้อมทั้งตรวจนับจำนวนผู้ป่วย และตรวจสอบเอกสารให้ถูกต้องตรงกัน
หมายเหตุ
- ผู้ป่วยนอก (OPD) : ผู้ป่วยมารับบริการฟื้นฟูฯ ด้วยตนเอง
- ผู้ป่วยชุมชน : ติดตามเยี่ยมกับเครือข่ายและส่งต่อให้เครือข่ายดำเนินการตามการวางแผน
6.6 นักอาชีวบำบัด / เจ้าหน้าที่อาชีวบำบัด ประเมินศักยภาพผู้ป่วยก่อนสิ้นสุดบริการฟื้นฟูฯ ด้วยแบบประเมินศักยภาพในการทำกิจกรรม ผู้ป่วยที่ได้รับการฟื้นฟูฯไม่ครบตามการวางแผน บันทึก N/A (ไม่ได้ประเมิน) ลงในแบบประเมิน
6.7 นักอาชีวบำบัด / เจ้าหน้าที่อาชีวบำบัด สิ้นสุดบริการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย โดยพิจารณาจาก ผลคะแนนการประเมินศักยภาพทั้ง 3 ระยะ กรณีได้รับบริการครบตามการวางแผน จะสิ้นสุดบริการฟื้นฟูฯ ถ้าผลคะแนนการประเมินไม่ดีขึ้นจะพิจารณาการวางแผนและปรับเปลี่ยนกิจกรรมใหม่ ส่วนกรณีผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในที่ได้รับบริการไม่ครบตามการวางแผน เนื่องจากจำหน่ายโดยแพทย์ หลบหนี ถึงแก่กรรม มารับการฟื้นฟูฯ ไม่ต่อเนื่องหรือไม่สม่ำเสมอเกิน 1 เดือน จะพิจารณาสิ้นสุดบริการ โดยบันทึก ข้อมูลลงใน ร.พ.จ.19 ส่วนผู้ป่วยในชุมชนจะพิจารณาร่วมกับทีมสหวิชาชีพ
6.8 เมื่อสิ้นสุดบริการฟื้นฟูฯ ของผู้ป่วยแต่ละราย จะมีการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบให้ทราบและบันทึกวันที่สิ้นสุดบริการฟื้นฟูฯ ลงในแบบบันทึกพฤติกรรมผู้ป่วยขณะเข้ากลุ่มกิจกรรมบำบัด ร.พ.จ.19 และทะเบียนรายชื่อผู้ป่วยรับมาฟื้นฟูสมรรถภาพ
6.9 กรณีสิ้นสุดบริการ ครบกระบวนการฟื้นฟูฯ ตามการวางแผน จะมีการติดตามประเมินผลผู้ป่วย
1) ผู้ป่วยใน ติดตามประเมินผลร่วมกับเจ้าหน้าที่ตึกผู้ป่วยเพื่อเตรียมความพร้อมผู้ป่วยสู่ชุมชน
2) ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยชุมชนติดตามประเมินผลผ่านเครือข่ายในชุมชน
แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเภทสำหรับฝ่ายโภชนาการ
1. วัตถุประสงค์
1.1 เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทได้รับการประเมินภาวะโภชนาการ
1.2 เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทได้รับอาหารถูกต้อง
2. กลุ่มเป้าหมาย
2.1 ผู้ป่วยจิตเภท
2.2 ญาติผู้ป่วยจิตเภท
3. เครื่องชี้วัด
3.1 ผู้ป่วยจิตเภทได้รับการประเมินภาวะโภชนาการ 100 %
3.2 ผู้ป่วยจิตเภทได้รับอาหารถูกต้อง 100 %
4. สูตรการคำนวณ
5. ผังกระบวนการทำงาน(Flow Chart)
6 . แนวทางการปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเภทสำหรับโภชนาการ
6.1 จัดเตรียมอาหารตามความต้องการและความเหมาะสมกับภาวะสุขภาพของผู้ป่วยโดยพิจารณาจากค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index หรือ BMI) ดังนี้
1) BMI ต่ำกว่า 19
2) BMI มากกว่า 25
3) มีภาวะแทรกซ้อนจากโรคทางกาย
ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับคุณค่าทางโภชนาการและสารอาหารอย่างพอเพียง โดยติดตาม
ประเมินค่า BMI ในผู้ป่วยรับใหม่ทุกราย
6.2 จัดอาหารตามหลักโภชนาการตามแนวทางการรักษาของแพทย์
6.3 ติดตามการรับประทานอาหารของผู้ป่วยในกลุ่มที่มีปัญหาในข้อ 5.1 อย่างน้อยสัปดาห์
ละ 1 ครั้ง ว่าเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายหรือไม่
6.4 ให้คำแนะนำเรื่องการรับประทานอาหารให้ครบสารอาหารหลัก 5 หมู่ แก่ผู้ป่วยใน
กลุ่มเสี่ยงข้อ 5.1 แก่ผู้ป่วย และญาติ
แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเภทสำหรับหน่วยการแพทย์ทางเลือก (การให้การปรึกษา)
1. วัตถุประสงค์
เพื่อให้ผู้รับบริการการปรึกษาเข้าใจปัญหา สาเหตุและมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทางที่เหมาะสม
2. กลุ่มเป้าหมาย
2.1 ผู้ป่วยที่ได้รับการประเมินจากแพทย์/พยาบาล
2.2 ผู้ป่วยที่มาขอรับบริการปรึกษาโดยตรงด้วยตนเอง
3. เครื่องชี้วัด
3.1 ผู้รับบริการมีความพึงพอใจในระดับมาก ขึ้นไป 80%
3.2 การเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการให้บริการ 0%
3.3 ผู้รับบริการที่ได้รับบริการแพทย์ทางเลือกถูกต้องตรงตามความต้องการ 90%
3.4 ความถูกต้องของการให้บริการแพทย์ทางเลือกตามขั้นตอน 80%
4.สูตรเครื่องชี้วัด
5. ผังกระบวนการทำงาน(Flow Chart)
6.แนวทางการปฏิบัติ
6.1 ผู้ป่วยได้รับการประเมินจากแพทย์/พยาบาลว่าสมควรได้รับการปรึกษา
6.2 แพทย์/พยาบาลคัดกรองผู้ป่วยที่ไม่มีอาการก้าวร้าว มีสมาธิ สามารถนั่งอยู่กับที่ได้ประมาณ 1 ชั่วโมง
6.3 ให้บริการให้การปรึกษา กรณีที่ไม่สามารถให้บริการได้ แจ้งแพทย์/พยาบาลให้ทราบทันที
6.4 บันทึกการให้การปรึกษา
6.5 กรณีผู้ป่วยใน ติดต่อให้เจ้าหน้าที่ตึกผู้ป่วยมารับผู้ป่วยกลับตึก
6.6 กรณีผู้ป่วยนอก (ตึก OPD ส่งต่อ)
1) ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ เจ้าหน้าที่ที่หน่วยการแพทย์ทางเลือกนำผู้ป่วยและเอกสารส่งพบแพทย์ที่ OPD
2) ผู้ป่วยอาการปกติ ให้กลับบ้านได้
6.7 กรณีผู้ป่วยนอกมาขอรับการปรึกษาเอง ( walk in)
1) ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ เจ้าหน้าที่หน่วยการแพทย์ทางเลือก นำผู้ป่วยและเอกสารส่งพบแพทย์ที่ OPD
2) ผู้ป่วยอาการปกติให้กลับบ้านได้
แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเภทสำหรับกลุ่มงานทันตกรรม
1. วัตถุประสงค์
เพื่อให้บริการทันตกรรมผู้ป่วยจิตเวช
2. กลุ่มเป้าหมาย
ผู้ป่วยจิตเภท
3. เครื่องชี้วัด
3.1 ผู้ป่วยเข้าใจถึงวิธีดูแลสุขภาพในช่องปากและฟัน และแปรงฟันได้ถูกวิธี 40%
3.2 อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะหรือหลังทำหัตถการ 0%
4.สูตรคำนวณ

5. ผังกระบวนการทำงาน(Flow Chart)
6. แนวทางการปฏิบัติ
เจ้าหน้าที่ไปรับผู้ป่วยที่ตึก พร้อมแฟ้มประวัติ ตึกละไม่เกิน 5 คน (ตามตารางวันที่กำหนด) มาที่ห้องกิจกรรมกลุ่มที่กลุ่มงานทันตกรรม เมื่อผู้ป่วยพร้อมแล้ว ทันตบุคลากรแนะนำตัวเอง และทำความรู้จัก เพื่อให้เกิดความสนิทสนมคุ้นเคยกับผู้ป่วย เสนอหัวข้อเรื่องที่จะทำกลุ่มให้ผู้ป่วยทราบ และให้ผู้ป่วยได้ดูภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับเรื่องที่สอน พร้อมอธิบายถึงการดูแลสุขภาพในช่องปากและฟัน การแปรงฟันที่ถูกวิธี บอกถึงโรคในช่องปากและสาเหตุของการเกิดโรคทั้งโรคฟันผุ โรคเหงือกอักเสบ วิธีรักษาและป้องกันการเกิดโรค สาธิตการแปรงฟันที่ถูกวิธี
ฟันบน โดยการเอาแปรงแนบขอบเหงือก เอียงขนแปรง 45 องศา แล้วปัดขนแปรงลง
ฟันล่าง โดยการเอาแปรงแนบขอบเหงือก เอียงขนแปรงทำมุม 45 องศา ในลักษณะคว่ำแปรงแล้วปัดขึ้น
ฟันด้านบดเคี้ยวของฟันหลังบนและล่าง แปรงถูไปมาหลายๆ ครั้ง โดยใช้เวลาแปรงประมาณ 3 นาที แล้วนำผู้ป่วยไปปฏิบัติการแปรงฟันจริง โดยเจ้าหน้าที่คอยดูแลแนะนำจนกว่าจะเสร็จสิ้นการ แปรงฟัน แล้วลงบันทึกในแบบประเมินการแปรงฟันว่าถูกต้องหรือไม่ แล้วนำผู้ป่วยเข้ารับการตรวจในห้องปฏิบัติการว่ามีปัญหาสุขภาพเหงือกและฟันหรือไม่ ถ้ามีก็จะแจ้งให้ผู้ป่วยทราบในอาการที่พบ และวิธีรักษา ถ้าผู้ป่วยยอมรับการรักษา ก็จะทำการรักษาให้ แล้วให้คำแนะนำและลงบันทึก ในกรณีผู้ป่วยไม่ยอมรับการรักษา หรือไม่มีปัญหาสุขภาพปากและฟัน ก็ลงบันทึกพร้อมนำผู้ป่วยกลับตึก
ผู้ป่วยตรวจสุขภาพปากก่อนทำ ECT เจ้าหน้าที่ตึกนำผู้ป่วยพร้อมแฟ้มประวัติไปที่กลุ่มงาน ทันตกรรม เพื่อตรวจสภาพในช่องปากว่ามีปัญหาของโรคฟัน หรือเหงือกอักเสบหรือไม่ เมื่อพบแล้วลงรายละเอียดในใบบันทึกพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพในช่องปาก แล้วเจ้าหน้าที่นำผู้ป่วยกลับตึก
แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเภทสำหรับพยาบาลจิตเวชชุมชน
1. วัตถุประสงค์
1.1 เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทสามารถดำรงชีวิตอยู่ในครอบครัวและชุมชนได้
1.2 เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเภทได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
1.3 เพื่อป้องกันอาการกำเริบซ้ำของผู้ป่วยจิตเภท
2. กลุ่มเป้าหมาย
2.1 ผู้ป่วยจิตเภท
2.2 ญาติผู้ป่วยจิตเภท
2.3 ผู้นำชุมชน อสม.
2.4 เจ้าหน้าที่สาธารณสุข
3. เครื่องชี้วัด
3.1 ผู้ป่วยจิตเภท Admit ครั้งที่ 1 และ Readmit ภายใน 6 เดือนหลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลได้รับการติดตามเยี่ยมโดยเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 70.0 (5 จังหวัดที่รับผิดชอบ)
3.2 ผู้ป่วยจิตเภทที่ Refer ไปโรงพยาบาลใกล้บ้านได้รับยาที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน ร้อยละ 70.0
3.3 ผู้ป่วยจิตเภทกลับมารักษาซ้ำเป็นผู้ป่วยในภายใน 6 เดือน ไม่เกินร้อยละ 10.0
4. สูตรการคำนวณ
5. ผังกระบวนการหลักในการดูแลผู้ป่วย (Flow Chart)
6. แนวทางการปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยจิตเภท
6.1 ผู้ป่วยจิตเภทมารับบริการที่กลุ่มงานผู้ป่วยนอก
ในกรณีไม่รับไว้รักษาเป็นผู้ป่วยในและต้องรับยากับโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์
1) ญาติผู้ป่วยยินยอมให้เครือข่ายผู้ปฏิบัติงานสุขภาพจิต (ระดับสอ./รพช./รพท./รพศ.) ติดตามเยี่ยมครอบครัวผู้ป่วยในชุมชน
2) พยาบาล OPD ให้ญาติหรือผู้ป่วยเซ็นยินยอม สอบถามบ้านที่อยู่อาศัยที่เป็นปัจจุบัน และสถานบริการใกล้บ้าน ลงในใบตรวจรักษา
3) ส่งใบตรวจรักษามาที่สำนักงานผู้ช่วยผู้อำนวยการจังหวัด (สนผ.)
4) สนผ.ประสานงานไปยังเครือข่ายใกล้บ้านเพื่อติดตามเยี่ยมผู้ป่วย พร้อมส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยให้เครือข่ายทราบ
5) สนผ.ติดตามผลการติดตามเยี่ยมจากเครือข่ายและบันทึกผลการติดตามเยี่ยมในทะเบียนเมื่อครบ 1,3 และ 6 เดือน
6) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาในการดูแล เช่น ไม่ร่วมมือในการรับประทานยาใช้สารเสพติด อาการกำเริบซ้ำ มีอาการจากผลข้างเคียงของยา เครือข่ายปรึกษากับ สนผ. เพื่อประสานงานการรักษากับโรงพยาบาลชุมชน หรือมารับบริการกับโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์
ในกรณีที่ผู้ป่วยอาการทางจิตดีขึ้นสามารถไปรับบริการ ณ โรงพยาบาลใกล้บ้าน
1) ตรวจสอบการบันทึกของพยาบาลผู้ป่วยนอกที่สอบถามความพร้อมของผู้รับบริการ เมื่อผู้รับบริการยินยอม และการนำใบ refer ไปตัดสิทธิการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยไปรับบริการที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน
2) ตรวจสอบใบ refer ที่ให้กับ สนผ. ว่ามีความครบถ้วน สมบูรณ์ ชัดเจน
3) สนผ. ลงทะเบียนและส่งใบ refer ให้กับแม่ข่ายโรงพยาบาลที่ refer ทางไปรษณีย์
4) ภายหลังการ refer ครบ 1 เดือน จะติดตามแม่ข่ายโรงพยาบาลที่ refer ว่าผู้ป่วยไปรับยาที่โรงพยาบาลหรือไม่ และจะติดตามซ้ำ กรณียังไม่ไปรับยา และให้แม่ข่ายโรงพยาบาลประสานงานเพื่อติดตามผู้ป่วยกับเครือข่ายในชุมชน
5) ลงทะเบียนการรับยาในทะเบียนเดิมของผู้ป่วย
6.2 ผู้ป่วยจิตเภทที่รับไว้รักษาที่ตึกผู้ป่วยใน
6.2.1 กรณีตึกผู้ป่วยในร้องขอให้ประสานงานหรือติดตามเยี่ยม
1) นิเทศงานการพยาบาลตามตึกผู้ป่วยโซนจังหวัด และรับฟังปัญหาทางการพยาบาลผู้ป่วยและร่วมกันดำเนินงานแก้ไข
2) กระตุ้น ส่งเสริมให้พยาบาลประจำตึกผู้ป่วยส่งใบร้องขอให้ติดตามเยี่ยมผู้ป่วยในชุมชน (F-AS-001) ในกรณีเป็นผู้ป่วยที่มีปัญหาซับซ้อน เช่น กลับมารักษาซ้ำภายใน 3 เดือน เป็นผู้ป่วยในครั้งที่ 10 ขึ้นไป มีประวัติล่ามขัง หรือมีปัญหาครอบครัว ชุมชนปฏิเสธผู้ป่วยมีแนวโน้มทอดทิ้งผู้ป่วย เป็นต้น
3) ประเมินปัญหาผู้ป่วยและครอบครัว รวบรวมข้อมูล ความต้องการที่เกี่ยวข้อง และวางแผนการดำเนินงานติดตามเยี่ยมผู้ป่วยในชุมชน ร่วมกับพยาบาลประจำตึกหรือทีมสหวิชาชีพ
4) ประสานงานกับเครือข่ายในพื้นที่ที่ติดตามเยี่ยม เพื่อร่วมติดตามเยี่ยมครอบครัวผู้ป่วยในชุมชน
5) ปฏิบัติงานตามแผนการบำบัด รักษาผู้ป่วยและครอบครัวในชุมชน (F-AS-007) และประเมินผลการบำบัด และส่งต่อแนวทางการดูแล ช่วยเหลือผู้ป่วยในชุมชนแก่เครือข่าย
6) พิจารณาความเหมาะสมในการติดตามเยี่ยมต่อเนื่อง หรือยุติการติดตามเยี่ยมโดยพิจารณาจากอาการทางจิตของผู้ป่วยดีขึ้น ไม่เกิดปัญหาแก่ผู้ป่วยในการดำรงชีวิตในครอบครัวและชุมชน ศักยภาพของเครือข่ายในพื้นที่สามารถดูแลผู้ป่วยในชุมชนได้ โดยมีช่องทางให้เครือข่ายสามารถปรึกษาการรักษา พยาบาลกับพยาบาลจิตเวชชุมชนตลอดเวลา
7) จัดทำรายงานและแจ้งให้พยาบาลประจำตึกทราบ (ทั้งการส่งต่อด้วยวาจาและส่งสำเนาสรุปรายงานผลการติดตามเยี่ยม)
8) สรุปรายงานการติดตามเยี่ยมผู้ป่วยในชุมชนในแฟ้มประวัติผู้ป่วยนอก
6.2.2 ผู้ป่วยจิตเภทที่จำหน่ายทุกราย
1) พยาบาลจิตเวชชุมชนตรวจสอบใบยินยอมให้เครือข่ายติดตามเยี่ยมผู้ป่วยและครอบครัวในชุมชน ถ้าพบว่ายินยอมให้ติดตามเยี่ยมจะดำเนินการต่อไปในข้อ 2)ถ้าไม่ยินยอมจะไม่ดำเนินการใดๆ
2) ส่งต่อข้อมูลการรักษาให้แก่เครือข่ายทราบ เพื่อติดตามเยี่ยมต่อเนื่องภายหลังจำหน่าย 1,3,6 เดือน และลงทะเบียนการส่งข้อมูล
3) ติดตามผลการดำเนินงานกับเครือข่าย ลงบันทึกผลการติดตามเยี่ยมในทะเบียนการส่งข้อมูล
6.3 ในกรณีเป็นที่ปรึกษาแก่เครือข่ายเนื่องจากผู้ป่วยวิกฤตหรือมีปัญหาซับซ้อนในชุมชน
6.3.1 เป็นที่ปรึกษาในการดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเภทขณะดำรงชีวิตอยู่ในชุมชน โดยมีช่องทางในการปรึกษา ทางโทรศัพท์ หรือการมาพบพยาบาลจิตเวชชุมชนด้วยตนเอง
6.3.2 ประเมินอาการทางจิตโดยใช้ Mental status examination เป็นแนวทางการสอบถามในประเด็นที่สำคัญ ประสานงานกับแพทย์โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ เพื่อทราบและพิจารณาการรักษา และประสานงานให้เครือข่ายทราบ
6.3.3 ในกรณีมีความจำเป็นต้องจัดทีมสุขภาพจิตเพื่อประเมินปัญหาวางแผนให้การดูแลรักษา จะดำเนินการจัดทีมสุขภาพจิตติดตามเยี่ยมผู้ป่วยและครอบครัวในชุมชน เช่น ผู้ป่วยล่ามขังหรือมีปัญหาในการดูแลมาก ภายหลังการติดตามเยี่ยมจะประสานแพทย์โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นฯ เพื่อพิจารณาการรักษาและส่งต่อให้เครือข่ายทราบ
ในกรณีมีความจำเป็นต้องรับการรักษาเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาลจิตเวช ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตึกผู้ป่วยนอกเพื่อทราบอาการ และเตรียมพร้อมในการรับผู้ป่วยเมื่อมารับบริการที่ตึกผู้ป่วยนอก
|
|
|
|
|
|
|