ระบบยา 

 

 แนวทางการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา

 

                เพื่อเป็นหลักประกันให้ผู้ป่วยได้รับยาจากการสั่งยาของแพทย์ ได้รับข้อมูลอาการข้างเคียงทางยา และเฝ้าระวังการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา

ตลอดจนเฝ้าระวังการแพ้ยา

        1)  กำหนดให้ทีมสหวิชาชีพมีส่วนร่วมในการดูแล ค้นหาอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ตลอดจนกำหนดแนวปฏิบัติในการรายงาน

อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา

        2) กำหนดให้เภสัชกรติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ซึ่งขั้นตอนการ ปฏิบัติงานอยู่ใน “แนวทางปฏิบัติ การป้องกันอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา” 

ในคู่มือแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับระบบจัดการเรื่องยา โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์(S-MD-019)

                ขั้นตอนการดำเนินการกรณีสงสัยว่าผู้ป่วยแพ้ยา/ผู้ป่วยมีอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา

                - ให้ส่งเภสัชกรสัมภาษณ์ผู้ป่วยถึงยาที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการแพ้ยา         

- เภสัชกรประเมินความสัมพันธ์การเกิดอาการอันไม่พึงประสงค์โดยใช้  Naranjo’s Algorithm

                - ส่งข้อมูลทั้งหมดให้แพทย์ประเมินและวินิจฉัยอาการแพ้อีกครั้ง

                - กรณีที่เกิดการแพ้ยาจริงให้ลงบันทึกประวัติแพ้ยาในเวชระเบียน

3)      กำหนดให้เภสัชกร รวบรวมรายงานและนำเสนอผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน   ด้านยาของโรงพยาบาล และส่งรายงานไปยังศูนย์ติดตามอาการไม่พึงประสงค์

เขต 6/1 โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นเพื่อรายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาต่อไป

 

แนวทางปฏิบัติสำหรับการใช้ยา  High Alert Drugs

High Alert Drugs หมายถึง กลุ่มยาที่ต้องระมัดระวังในการให้กับผู้ป่วย มิให้เกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนเพราะยาดังกล่าวมีอันตรายสูง หากผู้ป่วยได้รับยาผิดขนาด ผิดวิธี และผิดเวลา ซึ่งยาตามรายการนี้จะครอบคลุมเฉพาะยาที่มีอยู่ในบัญชียาโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์เท่านั้น รายการยาที่มีความเสี่ยงสูงที่กำหนดไว้มี  6 รายการ ได้แก่

1. Adrenaline inj.

2. Calcium gluconate  inj.

3. Potassium chloride inj.

4. Lithium carbonate capsule

5. Clozapine tablet

6. Carbamazepine tablet

 

 

การดูแลผู้ป่วยที่ใช้ยาที่กลุ่ม High Alert Drugs

สำหรับแพทย์

                1. การสั่งยากลุ่มนี้ด้วยวาจา อาจกระทำได้ในกรณีฉุกเฉิน แต่ควรลงบันทึกการสั่งใช้ ยาให้ชัดเจนทันทีที่สามารถทำได้

                2. ไม่ใช้คำย่ออื่นๆ ที่ไม่ได้กำหนดไว้ในการสั่งใช้ยา

                3. ต้องใช้ยาด้วยความระมัดระวัง และเฝ้าระวังปัญหาที่เกิดจากการใช้ยา

สำหรับเภสัชกร

                1. การคัดกรองใบสั่งยาโดยตรวจสอบข้อห้ามใช้ยา ปฏิกิริยาที่มีความเสี่ยงสูงกับยา กลุ่มอื่นที่ผู้ป่วยได้รับ ตรวจสอบความถูกต้องของชื่อยากับข้อบ่งใช้ ขนาดยา และ                                วิธีการให้ยา ตรวจสอบความชัดเจนของใบสั่งยาในกรณีที่ใบสั่งยาไม่ชัดเจน ต้องสอบถามกับแพทย์ผู้เขียนใบสั่งยาโดยตรง

                2. จัดเก็บยาเหล่านี้อย่างเป็นสัดส่วน และมีสัญลักษณ์ให้เกิดความระมัดระวัง เพื่อป้องกันการผิดพลาด

                3. ตรวจสอบการจ่ายยา 2 ครั้ง หรือ 2 บุคคลก่อนจ่ายยาเหล่านี้แก่ผู้ป่วย

                4. ตรวจสอบวันหมดอายุของยาทุกครั้งก่อนจ่ายยา

                5. จัดทำข้อควรทราบการใช้ยากลุ่มนี้ สำหรับการดูแลและให้คำแนะนำการใช้ยาแก่ ผู้ป่วย และญาติที่ใช้ยาดังกล่าว

สำหรับพยาบาล

                1. ตรวจสอบความชัดเจนของการสั่งใช้ยาของแพทย์ ในกรณีที่การสั่งใช้ยาไม่ชัดเจน ต้องสอบถามกับแพทย์ผู้สั่งใช้ยาโดยตรง

                2. ตรวจสอบความถูกต้องของ Medication sheet ให้ตรงกับการสั่งใช้ยาของแพทย์

                3. การจ่ายยาให้ผู้ป่วย จะต้องตรวจสอบชื่อและนามสกุลผู้ป่วย ขนาดของยาที่ให้ วิธีการให้ยา ให้ถูกต้องก่อนจ่าย

                4. การตรวจสอบการจ่ายยา  2 ครั้ง หรือ 2 บุคคลก่อนให้ยาเหล่านี้แก่ผู้ป่วย

                5. ปฏิบัติตามข้อควรทราบของยากลุ่มนี้ และเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา

                6. หากเกิดปัญหาจากการใช้ยาหรือไม่มั่นใจการให้ยาแก่ผู้ป่วย ควรติดต่อสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรโดยด่วน

 

อะไรคือการเปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา

                1. แนวทางปฏิบัติในการจ่ายยาให้ผู้ป่วยใน

(1) มีการพัฒนารูปแบบการจ่ายยาผู้ป่วยใน เพื่อลดความคลาดเคลื่อนจากการรับคำสั่งใช้ยา (Transcribing error) ลงโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วย ซึ่งมีขั้นตอนการปฏิบัติงานดังนี้

 

                                (2) ซองยาผู้ป่วยในมีการปรับวิธีการเขียนหน้าซอง จากเดิมเป็นการใช้คำย่อทางการแพทย์ ซึ่งผู้ป่วยอ่านแล้วไม่สามารถเข้าใจได้  ปรับเป็นการเขียนหน้าซองเหมือนผู้ป่วยนอก ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการที่ทีมสหวิชาชีพจะได้ใช้ฝึกหัดการรับประทานยาให้กับผู้ป่วยใน เมื่อจำหน่ายกลับบ้านได้ ตัวอย่างซองยาเช่น

 

                                (3)ระบบการบริหารยาผู้ป่วยใน(Administration) ในหอผู้ป่วยมีการปรับเป็นระบบ  Real time นั่นคือพยาบาลผู้บริหารยา จะต้องบันทึกการให้ยาทันทีที่ให้ยาผู้ป่วย ทั้งนี้เพื่อลดโอกาสเกิดการบริหารยาที่ผิดพลาดทั้งในประเด็นของเวลา และการลืมหรือให้ยาผู้ป่วยเกินได้

                                (4)ระบบการเก็บยาของผู้ป่วยใน ให้แยกเก็บเป็นแต่ละรายผู้ป่วยโดยการใช้ชั้นที่แยกเป็นระเบียบ มีการตรวจรับยาที่ได้รับจากงานบริการเภสัชกรรมก่อนนำเข้าเก็บ และเมื่อมียาของผู้ป่วยคงเหลือเนื่องจากแพทย์เปลี่ยนแปลงคำสั่งใช้ยา หรือแพทย์สั่งจำหน่ายผู้ป่วยหอผู้ป่วยจะต้องส่งยาดังกล่าวคืนงานบริการเภสัชกรรมทันที

(5)พัฒนาวิธีการเก็บข้อมูลความคลาดเคลื่อนทางยาในระดับเกือบพลาด (Near Missed)ในหอผู้ป่วย เพื่อให้สะดวกและกระตุ้นให้เกิดการรายงานข้อมูลตามความเป็น

จริงมากขึ้น

               

                2.  แนวทางปฏิบัติในการเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา

                                (1)มีการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยที่ใช้ยาเสี่ยงสูงโดยจัดทำเป็น  Clinical practice guideline และยาเสี่ยงสูง 3 รายการคือ Carbamazepine, Clozapine, Lithium มีการเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ในรูปแบบใกล้ชิด (Intensive Monitoring) โดยการใช้แบบเฝ้าระวังในผู้ป่วยในที่ใช้ยาดังกล่าวทุกราย และมีการสื่อสารให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งแพทย์ เภสัชกร พยาบาลรับทราบอย่างทั่วถึง

                                (2)ปรับคู่ยาที่เกิด Drug interaction ที่สำคัญไว้สำหรับเป็นข้อพึงระวังในการสั่งยา การเฝ้าระวังผลของการใช้ยา และการให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วย โดยแบ่งเป็น 2 ระดับ คือคู่ยาที่เกิด Drug interaction ระดับ 1 (Significant = 1) และคู่ยาที่ถือว่าเป็น Fatal drug interaction ซึ่งมี 8 คู่โดยยาที่เป็นคู่ Fatal drug interaction นี้หากพบว่ามีการสั่งจ่าย    เภสัชกรหรือพยาบาลจะต้องทบทวนกับแพทย์ผู้สั่งอีกครั้งเพื่อให้แพทย์ยืนยันหรือปรับเปลี่ยนการรักษา

                                (3)พัฒนาวิธีการจ่ายยาความเสี่ยงสูงให้หอผู้ป่วยโดยการใช้ซองที่ติดสติ๊กเกอร์สีแดง เพื่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างยาทั่วไปและยาเสี่ยงสูง และเป็นการสื่อสารระหว่างสหวิชาชีพที่ให้การดูแลผู้ป่วย

 

                3.  แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนทางยา

                                (1)ปรับวิธีการจัดระดับความคลาดเคลื่อนทางยาให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของโรงพยาบาลซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับ เพื่อลดความยุ่งยากในแบ่งระดับ และในกรณีที่เป็นอุบัติการณ์ในระดับพลาดให้เขียนใบรายงานอุบัติการณ์โดยใช้แบบฟอร์มของรายงานการบริหารความเสี่ยง ในส่วนที่เป็นเหตุการณ์เกือบพลาดให้บันทึกในแบบเก็บข้อมูลความคลาดเคลื่อนทางยาในระดับเกือบพลาดทั้งในส่วนของหอผู้ป่วย และงานบริการเภสัชกรรม

                                (2)อุบัติการณ์คลาดเคลื่อนทางยาที่พลาด ซึ่งถึงตัวผู้ป่วยแล้ว จะต้องนำมาวิเคราะห์สาเหตุเพื่อหาแนวทางการแก้ไขทุกอุบัติการณ์ โดยหน่วยงานที่เกิดความคลาดเคลื่อน

หาแนวทางการแก้ไขทุกอุบัติการณ์ เช่น หอผู้ป่วย กลุ่มงานเภสัชกรรม หรือองค์กรแพทย์และมีทีมสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย

                                (3)ส่งเสริมให้ผู้ป่วยในที่จะจำหน่ายกลับบ้านได้รับทราบ หรือมีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาอย่างถูกต้อง โดยการร่วมทำ discharge plan กับทีมสหวิชาชีพ โดยเน้นที่ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยาจะได้รับการให้บริการปรึกษาทางด้านยาก่อนการจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลโดยเภสัชกร

                                (4)กำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการออกคำสั่งใช้ยา “ prn” หรือ “เวลามีอาการ”  ทั้งนี้เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์เข้าใจตรงกัน และผู้ป่วยไม่เกิดอันตรายจากการใช้ยา

 

ปัญหาความคลาดเคลื่อนทางยาที่พบในรอบครึ่งปีงบประมาณ  2551 มีดังนี้

(1)   ความคลาดเคลื่อนในการสั่งจ่ายยา (Prescribing Error) โดยแพทย์ / ผู้รับคำสั่งแพทย์

( ยาเดิม/ ยาไปรษณีย์ ) Prescribing Error ในลักษณะของ Near Missed         

                                ต.ค. 50                   49  ครั้ง

                  พ.ย. 50                   59  ครั้ง

                  ธ.ค.50                    37 ครั้ง

                  ม.ค.51                    51 ครั้ง

                        ก.พ. 51                  54  ครั้ง

                        มี.ค. 51                   50 ครั้ง

        ความคลาดเคลื่อนในการสั่งจ่ายที่พบนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยเพราะตรวจสอบพบได้ในกระบวนการก่อนจ่ายยาให้ผู้ป่วยถือเป็นเหตุการณ์ "เกือบพลาด" ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ในรายละเอียดแล้วพบว่าเกิดจากการสั่งชื่อยาที่ใกล้เคียงกันที่มีขนาดความแรงเท่ากัน มีการสั่งใช้ยาหลายรายการในผู้ป่วยรายเดียวกันทำให้เขียนวิธีและจำนวนผิด

(2)   ความคลาดเคลื่อนในการคัดลอกคำสั่งการรักษา(Transcription Error) ข้อมูล

ความคลาดเคลื่อนในการคัดลอกคำสั่งการรักษา  ในลักษณะ  Near  Missed

                             ต.ค.50                    10  ครั้ง

                        พ.ย.50                    8 ครั้ง

                                ธ.ค.50                    11  ครั้ง

                                ม.ค.51                    3  ครั้ง

                                ก.พ.51                   0  ครั้ง

                                มี.ค.51                    1  ครั้ง                   

             จากการวิเคราะห์สาเหตุพบว่าสาเหตุของความคลาดเคลื่อนที่พบคือ ลายมือแพทย์อ่านยาก เขียนคำสั่ง RM ในตำแหน่งไม่ชัดเจน มีการแก้ไขคำสั่งยาเดิม (RM) บางรายการโดยแพทย์  ชื่อยาใกล้เคียงกันและขนาดความแรงของยาเท่ากัน และมีการให้ใบสั่งยาสลับคนและในช่วง 3 เดือนหลังนี้ความคลาดเคลื่อนในการคัดลอกคำสั่งการรักษาส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์ "เกือบพลาด" เพราะมีการตรวจสอบพบก่อนจ่ายยาให้กับผู้ป่วย เหตุการณ์ที่ตรวจสอบไม่พบและส่งผลให้จ่ายยาผิดพบว่าก่อให้เกิดผลเสีย ต่อผู้ป่วยเป็นการชั่วคราว(harm)  ต้องได้รับการแก้ไขคือจำนวนไม่ถูกต้อง

                (3).  ความคลาดเคลื่อนในการจัดยาก่อนจ่าย (Pre – Dispensing Error)

              จากการเก็บข้อมูลพบว่าเกิดจากฉลากยาที่ผิดและการจัดยาผิด ซึ่งการเก็บข้อมูลมีการนำมาวิเคราะห์รายละเอียดถึงสาเหตุที่เกิดความคลาดเคลื่อนพบว่า ความคลาดเคลื่อนในการ key ฉลากอาจเกิดจากความเหนื่อยล้าทางสายตา และเร่งรีบ ในส่วนของการจัดยาผิดเกิดจากความเร่งรีบและยาที่มีลักษณะคล้ายกันอยู่ใกล้เคียงกันหรืออยู่ในตำแหน่งที่จะปะปนกันได้

                (4).  ความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา (Dispensing Error)  ในลักษณะ  Missed    ซึ่งเป็นความคลาดเคลื่อนที่ออกไปจากห้องจ่ายยาแล้ว ซึ่งรวมทั้งการจ่ายยาให้ผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก

                          ต.ค.50                    1  ครั้ง

                                พ.ย.50                    0  ครั้ง

                                ธ.ค.50                    1  ครั้ง

                                ม.ค.51                    2  ครั้ง

                                ก.พ.51                   2  ครั้ง

                                มี.ค.51                    1  ครั้ง

            จากข้อมูลที่เก็บได้ในขณะนี้พบว่าเหตุการณ์ส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์ “เกือบพลาด” ซึ่งพยาบาลเป็นผู้พบเหตุการณ์ และญาติผู้ป่วยพบเหตุการณ์สอบถามกลับมาจึงสามารถแก้ไขได้ก่อนเกิดผลเสียจากการจ่ายยาผิดและมีอยู่ 1 รายที่ผู้ป่วยได้รับยาผิดรายการหรือไม่ตรงกับโรคที่ป่วยผู้ป่วยได้รับผลเสีย (harm) ชั่วคราวต้องได้รับการแก้ไข

การปรับปรุงที่เกิดขึ้น

กลุ่มงานเภสัชกรรมได้มีการกำหนดให้ตรวจสอบจำนวนที่ถูกต้องตามระยะเวลาที่สั่งจ่ายไม่ได้ตรวจสอบเฉพาะตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น และมีการเฝ้าระวังในกลุ่มยาที่มีโอกาสเกิดปัญหาและเคยเกิดปัญหามาก่อนคือ Clozapine และ Chlorpromazine (CPZ) เมื่อเกิดปัญหาข้อสงสัยจะประสานกับแพทย์ผู้สั่งใช้ยาโดยตรงในทันทีและกำหนดให้ผู้จ่ายยารับข้อมูลจากผู้ป่วยและตรวจสอบทุกครั้งเมื่อมีข้อสงสัยพร้อมทั้งชี้แจงให้ผู้ป่วยเข้าใจและแก้ไขให้ถูกต้องเมื่อเกิดความคลาดเคลื่อน

              องค์กรแพทย์ได้มีการกำหนดคำย่อที่ใช้ในโรงพยาบาลเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้สั่งและผู้จ่ายยา

              หลังจากเกิดเหตุการณ์ความคลาดเคลื่อนได้มีการรวบรวมข้อมูลและบันทึกในรูปของอุบัติการณ์ความเสี่ยงด้านยาที่เกิดขึ้นและแจ้งองค์กรแพทย์เพื่อให้แพทย์ทุกคนได้รับทราบและหาแนวทางร่วมกันในการป้องกันปัญหา

               บันทึกและรายงานในรูปของอุบัติการณ์ความเสี่ยงด้านยาและมีการประสานข้อมูลผู้ที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน

                    มีการเก็บรวบรวมข้อมูลความคลาดเคลื่อนสรุปทุกวัน และทุกสัปดาห์มีการมอบหมายให้มีผู้รับผิดชอบวิเคราะห์หาสาเหตุและสรุปเบื้องต้นเพื่อนำเข้าที่ประชุมกลุ่มงานทุกเดือน

                จากการวิเคราะห์ความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยาพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เป็นเรื่องความคลาดเคลื่อนเรื่องการจัดยาผิดชนิด  และให้ยาผิดคน 

                มีการเก็บรวบรวมข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดในรูปรายงานอุบัติการณ์ด้านยามีการกำหนดให้วิเคราะห์สาเหตุของความคลาดเคลื่อนทุกครั้งที่มีการเกิดเหตุการณ์

                มีการปรับปรุงระบบการจัดทำใบฉีดยาโดยใช้การพิมพ์ฉลากและมีใบเขียนแทรกอยู่ในซองยาอีกครั้งหนึ่ง

                มีการประชุมชี้แจงถึงตัวเลขการเกิดสาเหตุและหาแนวทางแก้ไขในกลุ่มงานและประสานวิชาชีพอื่นในการตรวจสอบและแจ้งกลับจากผลการปรับปรุงระบบพบว่าแนวโน้มความคลาดเคลื่อนยังลดลงไม่ชัดเจนต้องมีการพัฒนาและติดตามอย่างต่อเนื่อง

6. การป้องกันอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา : สามารถประเมิน อุบัติการณ์การเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้ตามแนวทางที่กำหนด และมีการรายงานข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ศูนย์ติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา   ในรอบครึ่งปีงบประมาณ 2551 ไม่พบอุบัติการณ์ผู้ป่วยแพ้ยาซ้ำในโรงพยาบาล

7. การใช้ยาความเสี่ยงสูง  :  สามารถปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติที่วางไว้ได้อย่างครอบคลุมในการใช้ยาในผู้ป่วยใน  โดยในรอบครึ่งปีงบประมาณ 2551 ที่ผ่านมาไม่พบการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ในระดับรุนแรง

8. การใช้คำย่อทางยาภายในโรงพยาบาล  :  มีการปฏิบัติตามข้อตกลง เรื่องการใช้คำย่อทางยาเป็นส่วนมากประมาณ 98%  แต่ถ้าพบว่ามีการใช้ตัวย่อในลักษณะอื่นๆ ผู้รับคำสั่งยาจะต้องทบทวนซ้ำกับแพทย์ผู้ออกคำสั่งใช้ยาทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยได้รับยาผิดพลาด

9.  การป้องกัน Drug interaction :   มีการจัดทำบัญชีรายชื่อยาที่เกิด Drug interaction  ไว้เพื่อให้บุคลากรได้ตระหนัก หรือหลีกเลี่ยงการใช้ยาซึ่งอาจจะเกิดผลอันไม่พึงประสงค์ที่สำคัญจากการใช้ยาที่มีปฏิกิริยาระหว่างกันได้  สำหรับการติดตามการใช้ยาคู่ Drug interaction  ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนากระบวนการ

                                               

3.1    มี Clinical practice guideline สำหรับยา Lithium และมีการสื่อสารให้เจ้าหน้าที่

ที่เกี่ยวข้องทั้งแพทย์ เภสัชกร พยาบาลรับทราบอย่างทั่วถึง

ผลการปฏิบัติ:  มีการแจ้งผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องทราบในที่ประชุม PCT และจัดทำ  CPG  เผยแพร่ให้หน่วยงานต่างๆรับทราบ

ประโยชน์ที่ได้รับ :   สามารถดักจับอุบัติการณ์ Lithium intoxication ในผู้ป่วย ในได้รวดเร็วขึ้น และไม่เกิดอุบัติการณ์  Lithium intoxication ในระดับ

รุนแรงในรอบครึ่งปีงบประมาณ 2551

 

3.2 มีแนวทางปฏิบัติสำหรับการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยา Clozapine  ซึ่งเป็นยากลุ่มเสี่ยงสูงของโรงพยาบาล และมีการสื่อสารให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งแพทย์ เภสัชกร พยาบาล และเจ้าหน้าที่อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยได้รับทราบอย่างทั่วถึง

ผลการปฏิบัติ:  มีการแจ้งผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องทราบในที่ประชุม PCT และจัดทำแนวทางปฏิบัติเผยแพร่ให้หน่วยงานต่างๆรับทราบ

ประโยชน์ที่ได้รับ :   ไม่พบอุบัติการณ์ที่รุนแรงได้แก่  agranulocytosis ในผู้ป่วยที่ได้รับยา clozapine

 

คู่  Drug nteraction ระดับ 1 และ คู่ Fatal drug interaction

ของโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์

 

 

รายการยา

คู่ยา

1

Fluoxetine

Thioridazine

2

Fluvoxamine

Thioridazine

3

Lithium

NSAIDs

4

Lithium

Thiazide

5

Lithium

ACE inhibitor

6

SSRIs

Warfarin

7

SSRIs

Selegiline

8

NSAIDs

Warfarin

9

Haloperidol

Lithium

10

Propranolol

Epinephrine

11

Gentamicin

Furosemide

12

13

Chlorpromazine

Propranolol

Thioridazine

Thioridazine

 

 

 

(3)มี Clinical practice guideline สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ Lithiumไว้เป็นแนวทางปฏิบัติในการเฝ้าระวังความปลอดภัยในผู้ป่วย

(4)ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ กลุ่มบัญชี ง  มีการติดตามและประเมินการใช้ยาในเชิงปริมาณ (Quantitative Drug Use Evaluation)

(5)ยาในกลุ่มที่ต้องติดตามการใช้   ซึ่งจะมีเครื่องหมายสามเหลี่ยมและมีข้อความ “ต้องติดตาม” ทั้งนี้เนื่องจากเป็นยาใหม่ กระบวนการในการติดตามโดยการให้ข้อมูลของยากับผู้ป่วยและญาติ รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลได้รับทราบ