ชื่อเรื่อง  -
ชื่อภาษาอังกฤษ  Satir’s brief Systemic therapy
ี่ผู้แต่ง
 กานดา ผาวงค์ *

Satir’s brief Systemic therapy
                                                                                                                            เรียบเรียงโดย …กานดา ผาวงค์ *
     Verginia Satir (1916 – 1988) เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกหลักด้านครอบครัวบำบัดซึ่งได้รับการเชิดชูในระดับนานาชาติว่าเป็นทั้งนักบำบัด อาจารย์ นักเขียน ผู้ฝึกสอนนักบำบัด แนวคิดของ Satir เน้นที่ความภาคภูมิใจในตนเอง การเปลี่ยนแปลงจากแง่ลบสู่แง่บวก และการเติบโตของมนุษย์ เธอเชื่อว่ามนุษย์เราสามารถเติมเต็มในสิ่งที่ตนต้องการ สามารถใช้ตัวตนของตนเองในทางสร้างสรรค์และในทางบวกให้มากขึ้น และสามารถมีทางเลือกมากขึ้นสำหรับอิสระภาพและพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ดังเช่นคำกล่าวต่อไปนี้
Satir’s Meditation

         การผลิบานของวันใหม่
         เริ่มวันใหม่ วันที่อาจนำมาซึ่งหลายสิ่ง
         ที่คุณไม่คาดคิด ไม่ว่าจะดีหรือร้าย
         วันนี้ก็ยังไม่ผลิบานออกมา จงยอมให้ตัวคุณ
         รับสิ่งที่วันนี้นำมาให้เต็มที่
         * อนุญาตให้ตัวคุณรับมาเฉพาะสิ่งที่เหมาะสม
         รู้สึกดีกับความสามารถของคุณที่จะเลือกสิ่งที่เหมาะสม
         คุณไม่จำเป็นที่จะแย่ ที่จะละทิ้ง สิ่งที่ไม่เหมาะสมไป
         คุณจะสามารถเห็นว่าความรู้ เป็นวิถีทางแห่งการรักตัวตนของคุณเอง
         การเป็นตัวเราให้สมบูรณ์ ฉันต้องจำไว้ว่า
         ฉันคือฉันเอง และไม่มีใครในโลกนี้ที่เหมือนฉัน
         ฉันอนุญาตให้ตนเอง ค้นพบและใช้ประโยชน์ตนเองอย่างรักใคร่
         ฉันมองมาที่ตนเองและเห็นเครื่องมืออันงดงาม
         ซึ่งภายในสามารถเกิดสิ่งเหล่านี้
         ฉันรักตนเอง
         ฉันพึงพอใจในตนเอง
         ฉันให้คุณค่ากับตนเอง

     Verginia Satir เป็นผู้บำบัดคนหนึ่งที่เคยทำงานกับผู้ป่วยจิตเภท เกิดความสงสัยว่าทำไมผู้ป่วยจึงกลับมารักษาซ้ำอีก ผู้ป่วยกลับบ้านทำไมจึงมีอาการซ้ำอีก เธอค้นพบว่าในการทำจิตบำบัด แก่นแท้คือทำให้คนเข้าใจตนเอง ตระหนักในตนเอง รูปแบบการบำบัดของ Satir เธอจึงพยายามคิดค้นรูปแบบการบำบัดที่ง่ายต่อการลงลึกถึงจิตใจผู้ป่วยโดยใช้ระยะเวลาอันสั้น
    แนวคิดของ Satir จะ Focus ที่ความสัมพันธ์ Relationship ขั้นพื้นฐานของพ่อ แม่ ลูก ประกอบด้วย
    1. Primary triad
     เป็นความสัมพันธ์พื้นฐานพ่อแม่ลูก มีบางส่วนของความสัมพันธ์แบบ Primary triad ที่ถ่ายทอดให้เรา ทำให้เรามีความฝัน การมองโลก การปรับตัว ซึ่งสิ่งที่เราได้ติดตัวมาจนถึงวันนี้ มีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี บางครั้งสิ่งนั้นไม่เหมาะกับการดำรงชีวิต ณ ปัจจุบัน เราควรวิเคราะห์ว่าสิ่งใดที่ดีที่ควรเก็บไว้ และอะไรที่ควรปลดปล่อยออกไป
     2. Intra Psychic Experientce (ประสบการณ์ภายในจิตใจ)
    การจะเข้าใจบุคคลอื่นนั้น เราจำเป็นต้องเรียนรู้ถึงประสบการณ์ภายในจิตใจของเราเสียก่อน ซึ่ง Satir ได้พยายามทำสิ่งที่เป็นนามธรรม คือ ภายในจิตใจให้ออกมาเป็นรูปธรรมโดยคิดเป็นรูปแบบ Satir Model ที่อุปมาอุปไมยว่าภายในจิตใจคนเราเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg) ซึ่งแบ่งเป็น 6 ระดับคือ
    2.1 Behavior
     คือ การกระทำ หรือเรื่องราวของผู้ป่วย เป็นสิ่งที่เขาแสดงออกซึ่งเป็นส่วนที่โผล่พ้นน้ำ โดยมี Coping Stance เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมที่แสดงออก
    2.2 Feeling และ Feeling about feeling
    คือความรู้สึกของเขาที่เกิดขึ้น เช่น สนุก เพลิดเพลิน มีความสุข ตื่นเต้น หลงใหล โกรธ เจ็บปวด กลัว เสียใจ เศร้า ท้อแท้ เบื่อหน่าย และความรู้สึกของเขาที่มีความรู้สึกต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้น เช่น รู้สึกอาย หรือรู้สึกผิดที่โกรธ     2.3 Perceptional
     คือ สิ่งที่เขาเห็น คิด และเชื่อรวมทั้งข้อสันนิษฐาน สิ่งที่เขารับรู้ว่าเป็นจริงสำหรับเขา ความคิด และคุณค่าที่เขาประเมินสิ่งที่เขาบอกตนเองว่าเขาต้องทำอะไร
    2.4 Expectations
    คือ ความต้องการ (Want) หรือความคาดหวังที่มีต่อตนเอง ต่อผู้อื่นและความคาดหวังที่ผู้อื่นมีต่อตนเอง หลายครั้งที่พบว่าความคาดหวังที่ไม่สมหวังส่งผลให้คนเราเกิดความเจ็บปวดขึ้น
    2.5 Yearning
     คือสิ่งที่เขาแสวงหาอันเป็นสากล (Universal need) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุก ๆ คนต้องการ เช่น ความสำเร็จ ความรัก การได้รับการยอมรับ การมีชีวิตที่ดี มีความสุข อิสระภาพ ความปรารถนา เป็นสิ่งที่มีความรุนแรงซ่อนอยู่ลึก ๆ ผลักดันให้คนทำอะไรก็ได้ ในการดูผู้ป่วย ความปรารถนา เป็นพื้นฐานอยู่ข้างใน ส่งผลสู่ความคาดหวัง ออกมาเป็นพฤติกรรมเฉพาะคน เฉพาะสถานการณ์ เช่น ปรารถนาการยอมรับ เราคาดหวังว่าเพื่อนจะยอมรับตนเอง และบางครั้งเราต้องช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าความคาดหวังมาจากความปรารถนาอะไรจะทำให้เป็นจริงด้วยวิธีอื่นที่เหมาะสมต่อไปอย่างไร
    2.6 Self
    คือ ตัวตนของเขา (I am) เป็น Perception ต่อตนเองในระดับลึก ส่วนหนึ่งของ Self ที่มักพูดถึงคือ Self Esteem ความรัก นับถือ ความรู้สึกดี การมองตัวเอง การรู้สึกกับตนเอง สิ่งที่สัมผัสได้ง่าย คือ ความรักกับตนเอง สิ่งที่ลึกกว่า Self จะมีพื้นฐานอยู่บน Universality เช่น พระเจ้า วิญญาณ Self ของเราจะเชื่อมต่อกับพลังในจักรวาล
    ในการทำความเข้าใจผู้ป่วย ผู้บำบัดสามารถใช้ Iceberg เป็นเครื่องมือในการสำรวจ ในแต่ละ ระดับของ Iceberg จะเกี่ยวเนื่องกัน เช่น ความคิดดีความรู้สึกก็จะดี มีความปรารถนา ความคาดหวังที่ดี พฤติกรรมที่ออกมาก็จะมีความสุข และพฤติกรรมเองก็ส่งผลให้ความคิดความรู้สึกเปลี่ยนเช่นกัน สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก จะกระทบข้างในตลอดเวลา และ Iceberg ข้างในก็จะส่งผลต่อข้างนอกด้วย เพราะฉะนั้นในการช่วยเหลือผู้ป่วย เราต้องให้เขาเข้าใจ Iceberg ของเขาแล้วทำ Ice berg ให้เกิดความสมดุล ช่วยให้ผู้ป่วยได้สัมผัสกับตัวตนของเขา
    แต่ก่อนที่ผู้บำบัดจะไปช่วยผู้ป่วย ตัวผู้บำบัดเองต้องมีความเข้าใจ Iceberg ของตัวผู้บำบัดอย่างถ่องแท้ด้วยว่า Iceberg ของตัวเองเป็นอย่างไร ในการดำเนินชีวิตประจำวันก็เช่นเดียวกัน ภาระหน้าที่การงงานที่มากขึ้นสภาพครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคมที่กดดัน เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนแต่ทำให้ Iceberg ของเราปั่นป่วนและเสีย สมดุล ซึ่ง Iceberg ของแต่ละคนก็จะมีปฎิสัมพันธ์ กัน ถ้า Iceberg ต่างปั่นป่วนเหมือนกันมาพบกันก็คงจะมีแต่คำพูด หรือการกระทำที่ขัดแย้ง และขุ่นเคืองใจ ทั้งรอยแผลที่เจ็บปวด ฝากไว้ให้แต่ละฝ่าย ในการนำเสนอแนวคิดของ Satir ครั้งนี้ อยากจะให้ผู้อ่านทุกท่านที่สนใจได้กลับมาสำรวจ Iceberg ของตัวเองและปรับให้สู่สภาวะสมดุลต่อไป เพื่อความสงบสุขในจิตใจ การมองโลกที่สดใสและรักตัวเอง
     3. Family map (แผนภูมิ แผนที่ หรือแผนผังครอบครัว)
     ในการวาดแผนภูมิครอบครัวจะช่วยให้ประเมินครอบครัวได้ถึงความสัมพันธ์ที่ผู้ป่วยมีกับสมาชิกอื่นและปฏิสัมพันธ์ของบุคคลอื่นในครอบครัว อันจะส่งผลให้ผู้ป่วยได้มองถึงศักยภาพที่มีอยู่ในครอบครัวของตนเอง และสามารถนำมาเป็น Resource ในการแก้ไขข้อขัดแย้งภายในจิตใจได้

*นักจิตวิทยา 5 รพ.จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์รพ.จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์
[ Home ]