Research Database

รหัสวิจัย : Code Research
0102452
ชื่อเรื่องภาษาไทย:Thai Title
การสร้างความเข้มแข็งทางใจ ในผู้ป่วยที่พยายามฆ่าตัวตายซ้ำ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน
ชื่อภาษาอังกฤษ:English Title
-
ผู้แต่ง: Author
พัชรี คำธิตา, ภูรีวรรธน์ โชคเกิด
หน่วยงาน:Department
งานบริการสุขภาพชุมชน โรงพยาบาลแม่ทา จังหวัดลำพูน
ปีที่ดำเนินการ:
 
บทคัดย่อ : Abstract

ภาวการณ์ฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตายซ้ำ เป็นปัญหาสังคมที่มีความสำคัญและเป็นปัญหาของคนทั่วโลก ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น องค์การอนามัยโลกได้ประมาณว่าในแต่ละปีทั่วโลกมีคนฆ่าตัวตายเกือบ 1 ล้านคน และในทุกวันประชากรจะสูญเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายสำเร็จจำนวน 1,100 คนหรือ 40 วินาที จะมีประชากรฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน และในผู้คนราว 10-20 ล้านคน พยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ (http://www.who.int/mental_health/prevention.
suicideprevent/suicide/en/ind.) และนอกจากนี้องค์การอนามัยโลกยังประมาณการฆ่าตัวตายทั้งโลกเพิ่มขึ้น คิดเป็น 1.5 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2563 และเป็นสาเหตุการตายลำดับที่ 3 ซึ่งส่วนใหญ่อายุระหว่าง 15-44 ปี ส่วนการพยายามฆ่าตัวตายสำเร็จครั้งแรกเป็น 20 เท่า (World Health Organization [WHO], 2006) ขณะที่คนไทยสถิติการฆ่าตัวตายมีแนวโน้มลดลง แต่ยังน่ากลัว โดยพบว่าทุก 2 ชั่วโมง มีคนฆ่าตัวตาย 1 คน ส่วนผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายในแต่ละปี มีจำนวนมากคิดเป็นร้อยละ 10-20 ของผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีโอกาสฆ่าตัวตายซ้ำเพิ่มขึ้น 100 เท่าและร้อยละ 10 จบชีวิตตนเองเป็นผลสำเร็จในเวลาต่อมา (http://suicide.jvkk.go.th/menu3.aspx[2005 oct 16])
จากการศึกษาอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จและอัตราการพยายามฆ่าตัวตายในประเทศไทย ปี 2547-2549 พบว่าอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จเท่ากับ 6.9, 6.4 และ 5.7 ต่อแสนประชากร หรือ 3,612 คนต่อปี และอัตราการพยายามฆ่าตัวตาย เท่ากับ 41.1, 27.8, 27.5 ต่อแสนประชากร ตามลำดับ (กรมสุขภาพจิต, 2547-2549) ถึงแม้ว่าสถิติการฆ่าตัวตายสำเร็จและการพยายามฆ่าตัวตายในประเทศจะมีแนวโน้มลดลง แต่ในบางพื้นที่ยังพบการฆ่าตัวตายสูง โดยเฉพาะจังหวัดในภาคเหนือ ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน ลำปาง และพะเยา โดยมีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จครั้งแรกโดยรวมในเขตสาธารณสุขที่ 1 (เขตตรวจราชการที่ 10) เท่ากับ 14.35 ต่อแสนประชากร (กรมสุขภาพจิต, 2547-2549) และมีการฆ่าตัวตายซ้ำในแต่ละจังหวัดในปี พ.ศ. 2547-2549 เท่ากับ 15, 10 และ 9.5 ต่อแสนประชากร ตามลำดับ (กรมสุขภาพจิต, 2549)
ในหลายประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับการศึกษา การป้องกันการฆ่าตัวตายซ้ำในผู้ที่เคยพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน จากข้อมูลสถิติในหลายประเทศทั่วโลกมีการประมาณว่า อัตราการฆ่าตัวตายซ้ำ มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในปี ค.ศ. 2001-2003 มีจำนวนผู้ที่ฆ่าตัวตายซ้ำ ประมาณ 400-500 คนต่อปี (World health organization [WHO], 2003) ผู้ที่ฆ่าตัวตายซ้ำมักพบว่า เคยมีอุบัติการณ์ที่ถูกทารุณทางเพศ ถูกทารุณทางกาย และผู้ที่ถูกทอดทิ้ง ขาดคนดูแล มีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตายซ้ำ (Mette, Hestetun, Loeb&Lars, 2004) ผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ ถ้าได้รับการรักษาแบบการปรับกระบวนการคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavior Therapy: CBT) จะมีการฆ่าตัวตายซ้ำน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษาแบบทั่วไป และระยะเวลาในการฆ่าตัวตายซ้ำห่างจากการพยายามฆ่าตัวตายในครั้งแรก (Mila and Parlikar, 2005)
จังหวัดลำพูนในปี พ.ศ. 2547-2549 มีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จสูงสุดในเขตการสาธารณสุขที่ 1 และลำดับต้นๆของประเทศ โดยพบว่าอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จเท่ากับ 21.74, 18.64 และ 17.76 ต่อแสนประชากร (เป้าหมาย 6.8 ต่อแสนประชากร) และอัตราการพยายามฆ่าตัวตายเท่ากับ 41.1, 27.8 และ 27.5 ต่อแสนประชากร (เป้าหมาย 33.5 ต่อแสนประชากร) (http://www.thaimantal.com)
อำเภอแม่ทาจังหวัดลำพูน มีสถิติของผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จสูงมาอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าในปี พ.ศ. 2548-2550 คิดเป็นอัตรา 31.77, 17.00 และ 16.93 ต่อแสนประชากร และสถิติของผู้พยายามฆ่าตัวตาย เท่ากับ 36.62, 41.29 และ 21.76 ต่อแสนประชากร (โรงพยาบาลแม่ทา, 2548) ถึงแม้ว่าแนวโน้มอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จและอัตราการพยายามฆ่าตัวตายจะลดลงแต่ก็ยังสูงกว่าเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุข (6.8 และ 33.5 ต่อแสนประชากร)
ผลกระทบจากปัญหาการฆ่าตัวตายหรือการพยายามฆ่าตัวตายสะท้อนถึงปัญหาสังคมและปัญหาทางสุขภาพจิต เพราะการฆ่าตัวตายโดยมากไม่ได้มีเพียงปัญหาหรือเหตุการณ์เดียว แต่จะหลายปัญหารุมเร้าเข้ามา และเกิดขึ้นต่อเนื่องกันอย่างซับซ้อน ทำให้สูญเสียทรัพยากรมนุษย์ก่อนวัยอันควร ก่อให้เกิดความสะเทือนใจต่อผู้อยู่ใกล้ชิดและสังคมใกล้เคียง และนอกจากนั้นอัตราการฆ่าตัวตายที่สูง ยังเป็นดัชนีบ่งบอกสภาพความล้มเหลวในการพัฒนาประเทศอีกด้วย เพราะถ้าคำนวณเป็นความสูญเสียได้เท่ากับ 147,988 DALYs หรือคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างน้อย 5,500 ล้านบาทต่อปี ถ้าลดปัญหานี้ได้เพียงร้อยละ 10 จะสามารถลดความสูญเสียได้อย่างน้อย 500 ล้านบาทต่อปี (กรมสุขภาพจิต, 2547) และในประเทศสหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียเงินมากกว่า 16 ล้านดอลลาร์ เพื่อชำระค่าใช้จ่ายในการรักษา และชำระค่าสวัสดิการให้แก่ผู้รอดชีวิตในการพยายามฆ่าตัวตายครั้งแรก หรือผู้ที่ฆ่าตัวตายซ้ำ (Shives, 2005) ซึ่งในหลายประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานป้องกันการฆ่าตัวตายซ้ำ ในผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายควบคู่ไปกับการป้องกันการฆ่าตัวตายรายใหม่ที่เฝ้าระวังอยู่อย่างต่อเนื่อง (กรมสุขภาพจิต, 2549)
จากการศึกษา ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความคิดฆ่าตัวตาย พบว่ามักเกิดในช่วงระยะ 6 สัปดาห์ก่อนฆ่าตัวตาย โดยมักจะเป็นปัญหาวิกฤติในชีวิต เช่น ปัญหาความสัมพันธ์กับบุคคลใกล้ชิด คู่สมรส คู่รัก อาชีพการงาน การเสียชีวิตของคนใกล้ชิด หรือคนในครอบครัว ปัญหาสุขภาพและปัญหาทางสังคม นอกจากนั้นการมีเหตุการณ์ฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตายในครอบครัวก็มีส่วนกระตุ้นการฆ่าตัวตายเช่นเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากสหปัจจัย มากกว่าปัจจัยเชิงเดี่ยว ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางสังคม วัฒนธรรม การเข้าถึงอุปกรณ์ หรือเครื่องมือสำหรับใช้ในการฆ่าตัวตาย (ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล และสุรสิงห์ วิศรุตรัตน์, 2542)
จากการทบทวนวรรณกรรม พบว่าการศึกษาเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายซ้ำนั้นยังพบน้อยในปี 1998 สมาคมจิตแพทย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาการป้องกันการฆ่าตัวตายซ้ำโดยศึกษาการใช้ยาพารอกเซติน ในผู้ป่วยที่พยายามฆ่าตัวตายซ้ำ จำนวน 60 ราย พบว่าในช่วง 18 เดือนมีการฆ่าตัวตายซ้ำ 1 ครั้ง จำนวน 13 ราย คิดเป็นร้อยละ 21.66 (Mila R.Parlikar and MS, 2005) ประเทศสวีเดน มีการศึกษาปัจจัยทำนายการฆ่าตัวตายซ้ำ ในผู้ป่วยที่พยายามฆ่าตัวตาย จำนวน 178 ราย ในระยะเวลา 1-12 เดือน โดยมีการติดตามภายหลัง 1 เดือนและ 2 เดือน พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการฆ่าตัวตายซ้ำใน 1 เดือน จำนวน 30 ราย และใน 12 เดือน พบว่ามีการฆ่าตัวตายซ้ำ จำนวน 9 ราย (M. Cedereke, and A. Ojehagen, 2003) นอกจากนี้ในประเทศนอร์เวย์ ศึกษาในผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายพบว่าผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายเคยมีอุบัติการณ์ทารุณทางเพศ ถูกทารุณทางกาย และผู้ที่ถูกทอดทิ้ง ผู้ที่ขาดคนดูแล มักมีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตายซ้ำ (Mette Ystgaard Ingebjerg Hestetum Mitchell Loeb and Lars. Mehlum, 2004) สำหรับประเทศไทยมีพื้นที่ที่สนใจและมีการปฏิบัติในการป้องกันการฆ่าตัวตายซ้ำ ส่วนใหญ่จะเป็นภาคเหนือตอนบน เนื่องจากพบว่า มีสถิติการพยายามฆ่าตัวตายและฆ่าตัวตายสำเร็จในครั้งแรกสูง ส่วนในพื้นที่ภาคอื่นๆของประเทศอยู่ในระหว่างดำเนินการศึกษา (กรมสุขภาพจิต, 2550) การให้บริการด้านจิตใจ ในผู้ที่พยายามฆ่าตัวตาย ให้ได้รับการปรึกษาทุกครั้ง จะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจปัญหาและสามารถลดการทำร้ายตนเองซ้ำได้ (วัลยา โสภกุล, 2548) พฤติกรรมของผู้ที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่มีภาวะซึมเศร้ามาก่อน ร้อยละ 80 และภาวะซึมเศร้ายังยงอยู่ จะมีการฆ่าตัวตายซ้ำในเวลาต่อมา (กรมสุขภาพจิต, 2549)
จากการให้บริการในคลินิกสุขภาพจิตโรงพยาบาลแม่ทา พบว่าสาเหตุการตัดสินใจฆ่าตัวตายสำเร็จและพยายามฆ่าตัวตาย คือปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว ความน้อยใจ ที่เกิดจากคนใกล้ชิดและถูกคนใกล้ชิดดุด่า คิดเป็นร้อยละ 42.46 และนอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายส่วนใหญ่ ขาดทักษะหรือความสามารถในการแก้ไขปัญหา มักใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมุมมองของปัญหา หรือปรับตัวใน
สถานการณ์เลวร้ายหรือภาวะวิกฤติของชีวิต เป็นเหตุให้บุคคลนั้น เลือกใช้วิธีการฆ่าตัวตายเป็นทางออกของปัญหา ถึงแม้ว่าโรงพยาบาลแม่ทาจะมีการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือผู้มีภาวะซึมเศร้าและเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายมาอย่างต่อเนื่อง มีระบบการดูแลที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงจากสถานบริการถึงชุมชนและจากชุมชนถึงสถานบริการ โดยความร่วมมือของภาคี
เครือข่ายต่างๆในชุมชน เช่น เครือข่ายสาธารณสุข เครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุข เครือข่ายพระภิกษุสงฆ์ เครือข่ายสร้างสุขภาพ และเครือข่ายชุมชน ก็ยังพบว่าผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จจำนวน 11 รายในจำนวนนี้ มีประวัติเคยพยายามทำร้ายตนเองมาแล้ว ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป จำนวน 8 ราย คิดเป็นร้อยละ 72.73 ซึ่งเป้าหมายการให้บริการ เพื่อลดอัตราการฆ่าตัวตายซ้ำ เท่ากับ 0 (โรงพยาบาลแม่ทา, 2548)
กระบวนการสร้างความเข้มแข็งทางใจ เป็นกระบวนการปรับตัวภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายให้สามารถฟื้นตัวขึ้นได้ จากประสบการณ์ที่ยุ่งยาก รุนแรง เป็นการพัฒนาระบบความคิด การแสดงออก การกระทำ ที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาขึ้นได้ในทุกคน ซึ่งในต่างประเทศได้มีการนำกระบวนการสร้างความเข้มแข็งทางใจมาใช้ในกลุ่มวัยรุ่น พบว่าสามารถลดความเสี่ยงจากปัญหาพฤติกรรม ลดผลกระทบ และช่วยในการฟื้นตัวจากปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงและสร้างพฤติกรรมเชิงบวก (ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล, 2549) แต่ไม่พบว่ามีการนำกระบวนการสร้างความเข้มแข็งทางใจมาใช้ในประเทศไทย
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้ศึกษา มีความสนใจที่จะศึกษากระบวนการสร้างความเข้มแข็งทางใจผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายซ้ำ เพื่อสร้างความมั่นใจในตนเอง มีกำลังใจที่จะต่อสู้กับปัญหาอย่างเข้มแข็งและสามารถจัดการปัญหาและวิกฤติของชีวิต รวมทั้งพัฒนาตนเองได้ตามเป้าหมายในชีวิต และนำผลการศึกษามาจัดทำเป็นแนวทางในการให้การดูแลช่วยเหลือผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายหรือผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตาย
วัตถุประสงค์ของการศึกษา
เพื่อศึกษากระบวนการสร้างความเข้มแข็งทางใจในผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายซ้ำ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน
กลุ่มเป้าหมาย
ผู้ที่มีประวัติพยายามฆ่าตัวตาย ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป ที่เคยมารับบริการในคลินิกสุขภาพจิต โรงพยาบาลแม่ทา จังหวัดลำพูน จำนวน 8 คน
วิธีการศึกษา
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1. แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไปและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แบบวัดคุณภาพชีวิต (WHO QOL-BREF) ฉบับภาษาไทย แบบสำรวจภาวะซึมเศร้า แบบประเมินความเครียด แบบวัดความสุข และแบบตรวจสุขภาพจิต 2. คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การสร้างความเข้มแข็งทางใจสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา พัฒนาหลักสูตรโดยนายแพทย์ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล ซึ่งผู้วิจัยได้นำมาประยุกต์ใช้ในกลุ่มผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายซ้ำ ดำเนินการศึกษาโดยใช้กระบวนการกลุ่ม เข้ากลุ่มเดือนละ 1 ครั้ง ๆ ละ 3 วัน เป็นระยะเวลา 4 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปและปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ส่วนข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม ใช้วิเคราะห์เนื้อหา
ผลการศึกษาพบว่ารูปแบบกระบวนการสร้างความเข้มแข็งทางใจมีทั้งหมด 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การสร้างความรู้สึกดีต่อตนเอง ทำให้เกิดความมั่นใจและภาคภูมิใจในตัวเอง 2) ความรู้สึกและความสามารถในการจัดการตัวเองและปัญหาในชีวิตด้วยความเชื่อมั่น มีทักษะความสามารถในการจัดการอารมณ์และสร้างความสุขให้กับชีวิตของตนเอง 3) การมีสัมพันธภาพที่เกื้อหนุน มีความสามารถในการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และ 4) การมีจุดมุ่งหมายในชีวิตทำให้รู้สึกตนเองมีคุณค่า และผลการใช้กระบวนการสร้างความเข้มแข็งทางใจพบว่า ผู้ร่วมวิจัยมีการเปลี่ยนแปลงตนเองภายหลังการติดตามเดือนที่ 3,6 โดยพบว่ามีทักษะในการจัดการความเครียด จัดการกับปัญหาชีวิตของตนเอง ทำให้ผู้ร่วมวิจัยมีระดับความเครียดที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ ภาวะซึมเศร้าลดลงจนกระทั่งไม่พบภาวะซึมเศร้า ระดับความสุขเท่ากับคนทั่วไป และมีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง จนถึงระดับคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายซ้ำ สามารถปรับเปลี่ยนตัวเอง ปรับกระบวนการคิดของตน มีพฤติกรรมการแสดงออกที่เหมาะสม ใช้เหตุผลมากกว่าการใช้อารมณ์ มีทักษะและสามารถจัดการกับปัญหาชีวิตของตนเอง มีทักษะในการสร้างสัมพันธภาพที่ดี โดยเน้นการใช้ศักยภาพของตนเอง มองโลกในแง่ดีและมีความเชื่อมั่น ที่สำคัญผู้ร่วมวิจัยทุกคนมองเห็นคุณค่าในตนเอง ส่งผลให้ไม่เกิดการฆ่าตัวตายซ้ำหรือการฆ่าตัวตายสำเร็จ
ข้อเสนอแนะ
ควรมีการพัฒนาบุคลากรสาธารณสุขให้มีองค์ความรู้เรื่อง กระบวนการสร้างความเข้มแข็งทางใจ เพื่อให้สามารถนำไปช่วยเหลือผู้ที่พยายามฆ่าตัวตาย อันจะส่งผลให้เกิดการดูแลช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพและไม่เกิดการฆ่าตัวตายสำเร็จในเวลาต่อมา


 
อ้างอิง :Reference
รายงานการประชุมวิชาการ