Research Database

รหัสวิจัย : Code Research
0102615
ชื่อเรื่องภาษาไทย:Thai Title
ความรู้เจตคติ และพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อ HIV/AIDS ของเด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในอำเภอดองดา เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม
ชื่อภาษาอังกฤษ:English Title
-
ผู้แต่ง: Author
พิมพ์สุรางค์ เตชะบุญเสริมศักดิ์, สุพร อภินันทเวช, Luu Ho Thanh Tuan
หน่วยงาน:Department
ภาควิชาอนามัยครอบครัว คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล Department of Pharmacy Management Can Tho University of Medicine and Pharmacy, Hanoi, Vietnam ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ปีที่ดำเนินการ:
 ก.พ.2548
บทคัดย่อ : Abstract

การสำรวจแบบภาคตัดขวาง ใช้วิธีการสุ่มอย่างมีระบบ เพื่อศึกษา ระดับความรู้ เจตคติ และพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อ HIV/AIDS ของเด็กนักเรียนมัธยม จำนวน 389 คน ในอำเภอดองดา เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1-28 กุมภาพันธ์ 2548 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุอยู่ระหว่าง 15-18 ปี และพักอาศัยอยู่กับบิดามารดา ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนร้อยละ 58.8 มีการสื่อสารกับพ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่ดี นักเรียนส่วนน้อย (ร้อยละ 26.4) มีความรู้เรื่องพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อ HIV/AIDS อยู่ในระดับดี นักเรียนร้อยละ 26.9 มีเจตคติที่ดีในเรื่องการป้องกันการติดเชื้อ HIV/AIDS และครึ่งหนึ่งของนักเรียน (ร้อยละ 50.8) มีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อ HIV/AIDS โดยที่ในจำนวนนี้มีนักเรียนจำนวน 4 ราย ที่ให้ข้อมูลว่าเคยมีเพศสัมพันธ์ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ ที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อ HIV/AIDS พบว่า อายุของนักเรียน ระดับการศึกษาของนักเรียน อายุของพ่อแม่หรือผู้ปกครอง การสื่อสารระหว่างพ่อแม่หรือผู้ปกครองกับเด็กนักเรียน มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อ HIV/AIDS อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
จากผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่านักเรียนในระดับมัธยมศึกษาส่วนใหญ่ยังมีความรู้ เจตคติ รวมทั้งมีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อ HIV/AIDS ดังนั้นจึงควรจัดให้มีการให้ความรู้เกี่ยวกับเพศศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพให้มากขึ้น โดยเริ่มสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพื่อให้นักเรียนสามารถที่จะป้องกันตนเองจากการมีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องได้ดีขึ้น รวมทั้งสร้างเสริมสัมพันธภาพในครอบครัวเพื่อให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการดูแลนักเรียนได้ดีขึ้น


 
อ้างอิง :Reference
วารสารสาธารณสุขศาสตร์ ปีที่ 38 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2551 174-185