Research Database

รหัสวิจัย : Code Research
1120
ชื่อเรื่องภาษาไทย:Thai Title
วิธีการปรับตัวและลักษณะปัญหาสุขภาพจิตของวัยรุ่นในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดขอนแก่น
ชื่อภาษาอังกฤษ:English Title
-
ผู้แต่ง: Author
ทวีพร ปฐมสอน
หน่วยงาน:Department
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ปีที่ดำเนินการ:
 2544
บทคัดย่อ : Abstract

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มี
วัตถุประสงค์
เพื่อศึกษา วิธีการปรับตัว ลักษณะปัญหาสุขภาพจิต ความสัมพันธ์ระหว่างวิธีการปรับตัวกับลักษณะปัญหาสุขภาพจิตเปรียบเทียบวิธีการปรับตัวของวัยรุ่นที่มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องแตกต่างกัน และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับลักษณะปัญหาสุขภาพจิต ของวัยรุ่นในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดขอนแก่น ตัวอย่าง 50 คน เป็นวัยรุ่นกระทำผิดกฎหมายที่มีอายุระห่วาง 14 – 18 ปี กระทำผิดในคดีลักทรัพย์หรือยาเสพติดและสารระเหย และอยู่ในสถานฝึกอบรมของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดขอนแก่น เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ขึ้นไป ใช้วิธีการสุ่มแบบโควต้า (Quota sampling) ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน 2544 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS หาค่าความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนจำแนกทางเดียว ไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ซึ่งสรุป
ผลการวิจัยได้ดังนี้
1. วิธีการปรับตัว พบว่าวัยรุ่นในสถานพินิจฯ ใช้วิธีการปรับตัวทั้งในด้านวิธีการมุ่งแก้ปัญหาและวิธีการจัดการกับอารมณ์ คิดเป็นร้อยละ 60 และ 40 ตามลำดับ
2. ลักษณะปัญหาสุขภาพจิต พบว่าวัยรุ่นในสถานพินิจฯ มีลักษณะปัญหาสุขภาพจิตผิดปกติ ร้อยละ 60 เมื่อศึกษาลักษณะปัญหาสุขภาพจิตเป็นรายบุคคล พบว่าส่วนใหญ่มีลักษณะปัญหาสุขภาพจิตผิดปกติ 1 ด้าน (ร้อยละ 20.00) และมีลักษณะปัญหาสุขภาพจิตผิดปกติสูงสุด 7 ด้าน (ร้อยละ 6.00) และพบว่าลักษณะปัญหาสุขภาพจิตผิดปกติในด้านซึมเศร้าและพฤติกรรมบ่งชี้อาการวิกลจริต สูงสุด (ร้อยละ38.00)
3. ความสัมพันธ์ระหว่างวิธีการปรับตัวกับลักษณะปัญหาสุขภาพจิต พบว่าวิธีการปรับตัวของวัยรุ่นในสถานพินิจฯ ในด้านวิธีการมุ่งแก้ปัญหาและวิธีการจัดการอารมณ์ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับลักษณะปัญหาสุขภาพจิตโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.34 , P< .05 และ r = 0.44, P<.01 ตามลำดับ) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า วิธีการปรับตัวด้านวิธีการมุ่งแก้ปัญหา มีความสัมพันธ์ทางบวกกับลักษณะปัญหาสุขภาพจิตด้านย้ำคิดย้ำทำ ความรู้สึกบกพร่องในการติดต่อผู้อื่น ความกลัวโดยไม่มีเหตุผล ความรู้สึกหวาดระแวง และพฤติกรรมบ่งชี้อาการวิกลจริต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ส่วนวิธีการปรับตัวด้านวิธีการจัดการกับอารมณ์ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับลักษณะปัญหาสุขภาพจิต ด้านความรู้สึกไม่เป็นมิตร ย้ำคิดย้ำทำ ความรู้สึกบกพร่องในการติดต่อกับผู้อื่น ซึมเศร้า วิตกกังวล ความรู้สึกไม่เป็นมิตร ความกลัวโดยไม่มีเหตุผล และพฤติกรรมบ่งชี้อาการวิกลจริตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
4. เปรียบเทียบวิธีการปรับตัวกับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าวัยรุ่นในสถานพินิจฯ ที่มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องในด้าน ระดับการศึกษาของบิดา ระดับการศึกษาของมารดา สถานภาพสมรสของบิดาสถานภาพสมรสของมารดา ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว และการรับรู้ของวัยรุ่นต่อลักษณะการเลี้ยงดูของครอบครัว แตกต่างกัน มีวิธีการปรับตัวในด้านวิธีการมุ่งแก้ไขปัญหาและวิธีการจัดการกับอารมณ์ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
5. ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะปัญหาสุขภาพจิตกับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ด้านระดับการศึกษาบิดามีความสัมพันธ์กับลักษณปัญหาสุขภาพจิตด้านความรู้สึกบกพร่องในการติดต่อกับผู้อื่น ด้านระดับการศึกษาของมารดามีความสัมพันธ์กับลักษณะปัญหาสุขภาพจิตด้านความรู้สึกผิดปกติด้านร่างกายและความรู้สึกไม่เป็นมิตร ด้านฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวมีความสัมพันธ์กับลักษณะปัญหาสุขภาพจิตด้านพฤติกรรมบ่งชี้อาการวิกลจริต ด้านสถานภาพสมรสของบิดาสถานภาพสมรสของมารดา และการรับรู้ของวัยรุ่นต่อลักษณะการเลี้ยงดูของครอบครัวมีความสัมพันธ์กับลักษณะปัญหาสุขภาพจิตด้านความรู้สึกผิดปกติด้านร่างกาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


 
อ้างอิง :Reference
บทคัดย่อวิทยานิพนธ์และรายงานการศึกษาอิสระ 2544 ปี 2544 หน้า 74 – 45