ระบบฐานข้อมูลงานวิจัย โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ รวบรวมโดยคณะกรรมการงานวิจัยโรงพยาบาล
|HOME||Download||MenageDatabase||Help||Advanced Search
  Now Online : 6  คน
  Visited NO.:   คน

การสนับสนุนทางสังคมในผู้ปกครองเด็กออทิสติก

รหัสวิจัย : Code Research

1779

ชื่อเรื่องภาษาไทย:Thai Title

การสนับสนุนทางสังคมในผู้ปกครองเด็กออทิสติก

ชื่อภาษาอังกฤษ:English Title

-

ผู้แต่ง: Author

นารีลักษณ์ มงคลศิริกูล

หน่วยงาน:Department

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ปีที่ดำเนินการ:

2546

บทคัดย่อ : Abstract


โรคออทิสซึม เป็นความผิดปกติทางพัฒนาการในเด็ก และใช้ระยะเวลายาวนานในการบำบัดรักษา การดูแลเด็กออทิสติกจึงส่งผลกระทบต่อผู้ปกครองทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และเศรษฐกิจ ดังนั้นผู้ปกครองจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลรอบข้าง การสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่จะช่วยให้ผู้ปกครองมีการปรับตัวต่อผลกระทบจากการดูแลได้อย่างเหมาะสม
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาการสนับสนุนทางสังคมของผู้ปกครองเด็กออทิสติก กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นบิดาหรือมารดาที่พาเด็กออทิสติกมารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลยุวประสารทไวทโยปถัมภ์ ในช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2546 จำนวน 136 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่แบบสอบถาม ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ส่วนที่ 2 การสนับสนุนทางสังคมและแหล่งสนับสนุนทางสังคม ซึ่งดัดแปลงโดยศิรินภา นันทพงษ์ (2542) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา
ผลการศึกษาวิจัยพบว่า
1. กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา มีคะแนนเฉลี่ยของการสนับสนุนทางสังคมโดยรวมอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 95.58) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า อยู่ในระดับสูงเช่นกัน ได้แก่ การได้รับความรักใคร่ผูกพัน (ร้อยละ 80.15) การได้เอื้อประโยชน์หรือช่วยเหลือผู้อื่น (ร้อยละ 72.87) การได้รับความช่วยเหลือแนะนำในด้านต่าง ๆ (ร้อยละ 72.06)การได้รับการยอมรับและการเห็นคุณค่าในตนเองที่มีคะแนนเท่ากับการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (ร้อยละ 69.10)
2. แหล่งสนับสนุนทางสังคม ที่ผู้ปกครองเด็กออทิสติกได้รับมาก ได้แก่ คู่สมรส (ร้อยละ 65.4) บิดามารดา (47.1) ญาติ (ร้อยละ 45.6) และบุคลากรทางสุขภาพ ซึ่งเท่ากับแหล่งสนับสนุนทางสังคมที่เป็นเพื่อน (ร้อยละ 37.5)
ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ปกครองเด็กออทิสติกต้องการการสนับสนุนทางสังคมโดยเฉพาะจากคู่สมรส และบิดามารดา ดังนั้น เจ้าหน้าที่ทางสุขภาพควรให้ความรู้เกี่ยวกับโรคออทิสซึม การรักษา ตลอดจนการดูแลให้แก่กลุ่มคนเหล่านี้ เพื่อจะได้เป็นแหล่งสนับสนุนทางสังคมที่มีประสิทธิภาพต่อไป


 

อ้างอิง :Reference

การค้นคว้าแบบอิสระ (พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช)) -- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บรรณานุกรม: แผ่น 48-51, 2546
 


ย้อนกลับย้อนกลับ