คลินิกซาเฑียร์

  • ประกาศเมื่อ : 13 สิงหาคม 2562 เวลา 11:14:57
 ยอดเข้าชม 832 บทความโดย ก.เทคโนโลยีสารสนเทศ

ที่มาของทฤษฎีซาเทียร์
      ซาเทียร์เป็นชื่อของนักสังคมสงเคราะห์ มีชื่อเต็มว่า “เวอร์จีเนียร์ ซาเทียร์” (Virginia Satir 1916-1988) มาปีนี้หากท่านมีชิวิตอยู่ท่านก็จะมีอายุครบ 100 ปี ท่านทำงานกับกลุ่มครอบครัว ปัจเจกบุคคลเป็นจำนวนมาก ท่านนำเอาประสบการณ์ที่ได้ทำงานมารวบรวมเป็นองค์ความรู้ และทฤษฎีแนวคิดต่างๆ ทางจิตวิทยาครอบครัว ในเมืองไทย มีอาจารย์จอห์นกับอาจารย์แคเทอรีน แบมเมน สามีภรรยาชาวแคนาดา และอาจารย์ลอร่า ชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นลูกศิษย์รุ่นท้ายๆ ของเวอร์จิเนียร์ ซาเทียร์ วิธีการอาจไม่เหมือนกันซะทีเดียว แต่ก็ทำเรื่องเดียวกัน
        มองโลก เข้าใจโลกในแบบที่เราเป็น กับ มองโลกเข้าใจโลกในแบบซาเทียร์ เราทุกคนมีภาพจำในวัยเด็ก และซาเทียร์มองว่าภาพความจำในวัยเด็กมันเป็นเบ้าหลอมความเป็นตัวเรา อยากจะจำลองภาพ ตอนที่เราเป็นเด็กเล็ก เราจะตัวเล็ก เวลาหันมามองแม่ จะมองว่าแม่โตกว่า มีอำนาจกว่า ชีวิตของเด็กจะขึ้นอยู่กับพ่อและแม่ ดังนั้น พ่อแม่จะเป็นทุกสิ่งของเด็ก “ขาดฉันเธอจะรู้สึก” เด็กทารกจะอยู่รอดได้ สายสัมพันธ์ต้องเข้มแข็งมาก มีคำพูดของอาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งเคยพูดว่า “ในสามปีแรกของเด็กทารก พ่อแม่มีหน้าที่อย่างเดียว คือ “ห้ามตาย” เพราะพ่อแม่จะเป็นเบ้าหลอมของเด็ก
        เมื่อเด็กคนนี้โตขึ้น ภาพจำนี้จะยังอยู่ เด็กจะรู้สึกว่าตัวเองมีความสุข เมื่อแม่มองเขาอย่างชื่นชม มีความสุข แต่เมื่อแม่มีเรื่องเครียด เช่น สามีมีเมียน้อย การเจ็บป่วย ปัญหาด้านการอยู่รอด มีเรื่องกระทบใจ เด็กเมื่อเห็นหน้าตาแม่ไม่สบาย แม่ไม่มีความสุข เด็กจะคิดว่าหนูทำอะไรให้แม่โกธรหรือเปล่า มีอะไรเกิดขึ้น ฉันทำอะไรผิดไป เพื่อที่จะอยู่รอดเด็กเรียนรู้ที่จะปรับตัว ตอบสนองต่อสถานการณ์นั้น
เราทุกคนเกิดมาจะมีแผลติดตัว แผลจะมากจะน้อยอาจไม่เท่ากัน ประเด็นคือเราเกิดมาพร้อมกับฐานคิดที่ทำงานไม่สมบูรณ์ แต่สุดท้ายเด็กก็จะมีชีวิตรอดได้ เราแต่ละคนก็จะเรียนรู้และเติบโตมาด้วย “แบบแผนชีวิตเพื่อการอยู่รอด” คือเป็นความเป็นมาของชีวิตเรา สร้างกรอบความเป็นตัวเราให้กับเรา เราจะมองโลกตามสิ่งที่เราได้เรียนรู้ช่วงที่เราเติบโตมา
           ดังนั้น กฎของครอบครัวของแต่ละบ้าน การใช้ชีวิตในวัยเด็กของแต่ละครอบครัวก็จะไม่เหมือนกัน ซึ่งจะนำมาซึ่งความขัดแย้งในอนาคต ซึ่งเราจะได้เรียนเรื่องนี้หลังจากนี้
ความเชื่อซาเทียร์ ความเชื่อของซาเทียร์สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

1. ความเชื่อเกี่ยวกับ “คน”

  1.  คนส่วนใหญ่ทำดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ณ ขณะเวลานั้นแล้ว
  2. คนทั่วไปเชื่อมโยงกันด้วยความเหมือน ความร่วมกัน และเติบโตได้ด้วยความแตกต่าง
  3. เราทุกคน คือ สิ่งแสดงออกซึ่งพลังชีวิตเดียวกัน
  4. โดยพื้นฐาน คนทั่วไปเป็นคนดี และทุกคนต่างต้องค้นหาขุมทรัพย์ภายในของตนเองเพื่อเชื่อมโยงและ ยอมรับในคุณค่าของตนเอง
  5. พ่อแม่มักใช้แบบแผนวิถีที่ตนคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าแบบแผนวิถีนั้นจะไม่เหมาะสมแล้วก็ตาม
  6. เราเป็นเจ้าของความรู้สึก และเราต่างมีอารมณ์ ความรู้สึกกันทุกคน และเราสามารถเรียนรู้เพื่อเป็นนายของอารมณ์ความรู้สึกนั่งเอง
  7. เรียนรู้ที่จะยอมรับพ่อแม่ ในฐานะความเป็นปุถุชน ความเป็นบุคคล ไม่ใช่การมองเห็นพ่อแม่เพียง “บทบาท” ที่เขาทำหรือควรทำ
  8. กระบวนการเติบโตของมนุษย์นั้นเป็นสากล ดังนั้นจึงใช้ได้กับทุกสถานที่ วัฒนธรรมและสถานการณ์ต่างๆ
  9. ความสัมพันธ์ที่ดีของมนุษย์อยู่บนพื้นฐานของคุณค่าที่เท่าเทียมกัน

2.ความเชื่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง

  1. การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ แม้แต่สภาพแวดล้อมภายนอกจะมีข้อจำกัดก็ตาม การเปลี่ยนแปลงภายในก็ยังเกิดขึ้นได้
  2.  ความหวังเป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนแปลง
  3.  เรามีทางเลือกเสมอ โดยเฉพาะการเลือกที่จะตอบสนองต่อความเครียด ความวิตกกังวล แทนการตอบโต้ต่อสถานการณ์
  4. การบำบัดมุ่งเพื่อความมีสุขภาพกายและใจที่ดี และความเป็นไปได้ในทางบวก แทนการมุ่งที่ปัญหาหรือพยาธิสภาพ
  5.  เป้าหมายของการบำบัด คือ การเป็นผู้มีความสามารถกำหนดทางเลือกให้กับตนเองให้ตนเอง
  6.  ยามเครียด คนส่วนใหญ่เลือกอยู่กับความคุ้นเคย แทนการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้สบายขึ้น
  7.  เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลง เหตุการณ์ในอดีตได้ แต่เราเปลี่ยนแปลงผลกระทบจากเหตุการณ์ในอดีตที่ มีต่อตัวเราในปัจจุบันได้
  8. “กระบวนการ”เป็นหนทางสำหรับการเปลี่ยนแปลง และ “เรื่องราว” เป็นบริบทให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ ถ้าเราฟังเรื่องราวมาก เราจะหลงประเด็น ความสำคัญอยู่ที่กระบวนการ
  9. การชื่นชมและยอมรับอดีต ทำให้เพิ่มความสามารถในการจัดการปัจจุบันและอนาคตได้
  10. ความสอดคล้องกลมกลืนภายในและการมีความนับถือในตนเองสูงเป็นเป้าหมายสำคัญในแนวคิดของซาเทียร์

3.ความเชื่อเกี่ยวกับ การปรับตัว

  1. ปัญหาไม่ใช่ปัญหา วิธีการรับมือกับปัญหาต่างหากที่เป็นปัญหาเสียเอง
  2. เราต่างมีคุณค่า มีทรัพยากรภายในเพื่อใช้ปรับตัวและอยู่รอดให้ได้ และเพื่อการพัฒนาเติบโต
  3. การจัดการกับปัญหา การปรับตัว คือ การแสดงออกถึงระดับความมีคุณค่าของตัวเรา ยิ่งคนเราเห็นคุณค่าของตนเองมากเท่าไร ก็ยิ่งรับมือกับปัญหาได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ขอบคุณข้อมูลจาก ถอดการอบรม “ครอบครัวสุขสันต์..เสริมสร้างความสัมพันธ์ด้วยซาเทียร์โมเดล” วันที่ 2 – 4 กันยายน 2559 ณ ห้องอาศรมสุขภาวะ ชั้น 3 สสส.